Great testimony

วันนี้อ่านเรื่องของน้องป้อปกับเพื่อนที่ไปเจอเหตุการณ์ที่ซีคอนแสควร์แล้วรู้สึกขำกับสภาพคนที่หนีตายกระเจิดกระเจิง อันที่จริงวันนั้นกะจะไปเคาท์ดาว์นที่ตึกเวิลด์เทรดกับเนย แต่พอมีคนโทรมาเรื่องระเบิดแถวนั้น เราเลยพากันไปทานข้าวแถวสวนหลวง สามย่านแทน ต้องขอบคุณน้องป้อปมากที่เข้ามาเมนต์ และขอโทษที่รบกวนเรื่องหานักแปล ทั้งนี้เนื่องจากความโลว์เทค เวลาเจอปัญหาโดนคอมพ์รีเจค ต่อมไอทีของเรามันก็สไตร์คหยุดทำงานเอาดื้อๆ เมื่อวานก็พยายามอัพโลดรูปขึ้นเสปซ กับพยายามจะโชว์โมโม่ให้เนยดูในเว็ปเค็ม ก็เจอปัญหาตลอด สรุปเรื่องไอทีนี้รอเนยมาจัดการเองละนะ รีบแปลงานต่อดีกว่า แถมคืนนี้ต้องแบ่งปันกับกล่มสตรี และนำอธิษฐานด้วย ไปเตรียมตัวก่อนนะ
 

ประสพการณ์ในพระเจ้าของเพื่อนคริสเตียนท่านหนึ่ง

บทความนี้เป็นของเพื่อนคริสเตียนคนหนึ่ง
ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาพระเจ้า
เป็นเรื่องราวส่วนบุคคล ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ได้มีข้อความ
ที่เป็นไปในเชิงดูหมิ่น เหยียดหยาม
หรือนำคำสอนในศาสนาอื่นๆมาตีความอย่างผิดแผกออกไปจากหลักข้อเชื่อของศาสนานั้นๆ

เชื่อว่าพระเจ้าจะตรัสในใจของท่านจากเรื่องราวนี้
(เพื่อความปลอดภัย จึงขอไม่แสดงชื่อของผู้ใดที่ผู้เขียนอ้างอิงถึง)

จากความตายสู่ชีวิต

ผมเกิดในครอบครัวมุสลิมในประเทศมุสลิมแห่งหนึ่ง ประชากรในประเทศของผมนั้น 99% เป็นมุสลิมนิกายชิอะ มีผู้นับถือลัทธิบาไฮประมาณ 0.5% ผู้นับถือศานายิว ประมาณ 0.1% และผู้นับถือศาสนาคริสต์ประมาณ 0.4% พวกที่นับถือศาสนาคริสต์นั้นส่วนใหญ่เป็นคนที่มีเชื่อสายอาเมเนีย และอัสซีเรีย

เมื่อผมอายุได้ 6 ขวบ พ่อแม่ได้ส่งผมไปเรียนคัมภีร์อัลกุรอ่าน ในตอนนั้นแม้ผมยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ผมก็ถูกจัดว่าเป็นนักเรียนที่เรียนดีคนหนึ่ง ภายหลังเมื่อผมโตขึ้นเข้าเรียนในโรงเรียนแล้วผมก็ถูกนำให้เข้าร่วมในการละหมาด ดังที่มุสลิมทุกคนต้องทำ

ครอบครัวของผมได้จัดให้มีการพบปะกันในหมู่ญาติและเพื่อนสนิทสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อฟังคำสอนของศาสนาอิสลามโดยญาติคนหนึ่งซึ่งเป็นครูสอนศาสนา บ่อยครั้งเมื่อผมถามคำถามลึกๆเพื่ออยากจะรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ก็มักจะได้รับคำตอบว่า “เราไม่ควรสืบสาวเรื่องราวของพระเจ้าให้ลึกจนเกินไป” หรือ “อย่าถามคำถามอย่างนี้” เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อผมได้พบเห็นการใช้กฏหมายอิสลามในการปกครองประเทศในลักษณะที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ก็ทำให้ผมไม่เพียงรู้สึกอยากจะถอยให้ห่างจากอิสลาม แต่ยังรู้สึกเกลียดชัง และเกิดความสงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้าอีกด้วย

เวลานั้นผมคิดว่าผมไม่ต้องการพระเจ้าเลย และหากแม้ว่าสวรรค์มีจริง ผมก็คงเป็นคนดีพอที่จะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน เพราะผมพยายามที่จะไม่พูดโกหก ไม่ลักขโมย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มของมึนเมา และทำความดีอื่นๆ
แต่ในใจของผมนั้นตระหนักดีว่ามีพระเจ้าอยู่จริง แม้ว่าผมจะไม่รู้จักพระองค์ก็ตาม ผมไม่สามารถที่จะหลอกตัวเองได้

เมื่อผมอายุได้ 18 ปี ผมได้เริ่มศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์และมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ในขณะนั้นผมต้องการค้นหาว่าศาสนามีส่วนอย่างไรกับงานของนักเขียน โดยเฉพาะนักเขียนจากโลกตะวันตก ซึ่งในเวลานั้นผมยังเข้าใจเอาเองว่านักเขียนเหล่านั้นล้วนเป็นคริสเตียน ดังนั้นผมคิดว่าผมน่าจะลองอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลดู หลังจากนั้นไม่นานนักผมบังเอิญได้พบคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาใหม่เล่มหนึ่งในร้านขายหนังสือมือสอง ผมได้อ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มนั้นโดยคิดเพียงว่าเป็นหนังสือวรรณกรรมธรรมดาๆเล่มหนึ่ง แต่ผมกลับพบว่าคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้เป็นเพียงหนังสือธรรมดา ผมน่าจะสามารถค้นพบบางสิ่งบางอย่างจากหนังสือนี้ ดังนั้นผมจึงใช้เวลาอ่านมากขึ้นเพื่อค้นหาความจริง โดยที่ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่ากำลังค้นหาอะไรอยู่

ตามปกติแล้วจะไม่มีหนังสือเกี่ยวกับความเชื่อของคริสเตียนในประเทศของผมเลย ทำให้ผมยังไม่สามารถที่จะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์มากนัก

ในประเทศของผม ชาวมุสลิมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าโบสถ์ของศาสนาคริสต์ หากว่ารัฐบาลรู้ว่ามีมุสลิมคนใดเข้าโบสถ์ของศาสนาคริสต์ โบสถ์แห่งนั้นจะถูกสั่งปิดและมุสลิมคนนั้นจะต้องโทษ และถ้ามีมุสลิมคนใดเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ก็จะต้องโทษประหารชีวิต

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้เขียนจดหมายไปถึงวารสาร DECISION ซึ่งได้มีส่วนช่วยให้ผมรู้จักกับศาสนาคริสต์มากขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลจากการที่ผมจะยอมเชื่อ

มีหลายสิ่งที่กันผมไว้จากการมาเป็นคริสเตียน ชาวมุสลิมเชื่อกันว่าพวกคริสเตียนนั้นมีชีวิตที่ไม่บริสุทธิ์ เพื่อนของผมบางคนเล่าให้ฟังว่าพวกคริสเตียนดื่มเหล้าและเมื่อเมาแล้วก็มั่วกามแลกผัวแลกเมียกัน สิ่งเหล่านี้เป็นการกล่าวหาอย่างผิดๆที่เกิดจากการที่เขาพบเห็นพฤติกรรมแบบนี้จากภาพยนต์ที่มาจากอเมริกา และเข้าใจผิดว่าคนอเมริกันทุกคนเป็นคริสเตียน แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ประมาณปี คศ. 2000 ผมได้มาถึงจุดหนึ่งที่มีความปรารถนาจะรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะเข้าพิธีรับบัพติสมา และยังไม่มีความเข้าใจถึงวิถีชีวิตคริสเตียนมากนัก ลองนึกภาพของประเทศหนึ่งที่คุณไม่สามารถจะบอกใครได้เลยว่าคุณเป็นคริสเตียน ไม่มีร้านหนังสือคริสเตียน ไม่สามารถติดต่อหน่วยงานของคริสเตียนสักแห่งเพื่อจะเรียนรู้เรื่องราวของคริสเตียน และหากประกาศตัวว่าคุณเป็นคริสเตียนก็จะถูกการต่อต้านจากผู้คนรอบข้าง ในสภาพการณ์แบบนี้คงจะเดาได้ว่าความรู้ความเข้าใจในศาสนาคริสต์ของผมจะเป็นอย่างไร

ในปี คศ. 2000 ผมได้เดินทางออกจากประเทศของผม สิ่งแรกที่ผมกระทำคือหาโบสถ์ที่ไหนสักแห่งที่ผมจะสามารถไปเข้าร่วมได้ ผมได้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการเข้าร่วมประชุมกับโบสถ์แห่งหนึ่ง ซักถามและศึกษาเรื่องราวของคริสต์ศาสนา จนกระทั่งได้ตัดสินใจรับเชื่อและรับบัพติสมา

ในเวลานั้นผมมีความคิดว่าผมจะมอบครึ่งหนึ่งของชีวิตผมกับพระเยซู ส่วนอีกครึ่งหนึ่งผมยังครอบครองอยู่

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี คศ. 2000 ที่กรุงเทพ ผมตื่นขึ้นในเช้าวันนั้นซึ่งผมกำลังจะไปเข้าพิธีรับบัพติสมา ผมได้ขอกับพระเจ้าให้มีฝนในวันนั้นเพื่อเป็นหมายสำคัญให้ผมรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่และอวยพรแก่ผม ในวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสมากไม่มีเมฆเลย ผมไปที่โบสถ์ และ 2-3 นาทีก่อนหน้าที่ผมจะรับบัพติสมาก็เกิดฝนตก ผู้คนพากันแปลกใจในความไม่ปกตินี้เพราะฤดูฝนได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ในเย็นวันนั้น ผมได้อธิษฐานกับพระเจ้าขอให้พระองค์ประทานพระคัมภีร์ไบเบิ้ลให้ผมสักเล่ม เพราะผมไม่มี ผมได้ไปที่โบสถ์เล็กๆอีกแห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังสนทนากับเพื่อนบางคนก็มีชายคนหนึ่งมาถามผมว่า “คุณมีพระคัมภีร์หรือยัง?” ผมตอบว่า “ไม่มี” เขาบอกว่า “ผมมีเล่มหนึ่ง จะมอบให้คุณ จริงๆแล้วผมซื้อพระคัมภีร์มา ตั้งใจจะมอบให้คนหนึ่งแต่วันนี้เขาไม่มา ผมจะให้คุณแทน”

ผมได้กลับไปร่วมประชุมที่โบสถ์แห่งนั้นอีกครั้ง ด้วยความที่อยากรู้ว่าคนที่ให้พระคัมภีร์ผมเป็นใคร ผมจึงได้ไปพูดคุยทำความรู้จักและได้รู้ว่าเขาชื่อ บ. เป็นมิสชันนารีมาจากประเทศในทวีปอัฟริกา เขาเล่าว่า พระเจ้าได้เรียกให้เขามาทำงานเป็นมิสชันนารีในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งเขาก็ปฏิเสธ ไม่ต้องการที่จะมา แต่พระเจ้าได้ตรัสกับเขาอย่างชัดเจนว่า “เมษายนปีหน้า คุณจะอยู่ที่ประเทศไทย” หลังจากต่อสู้กับความขัดแย้งในใจอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ยอมเชื่อฟังพระเจ้าและมายังประเทศไทย

ในวันที่ 12 ธันวาคม ผมได้กลับไปร่วมประชุมที่โบสถ์นั้นอีก วันนั้น อาจารย์ บ. เป็นผู้เทศนา คำเทศนาเกี่ยวกับปัญหาความอ่อนแอที่เกิดขึ้นในคริสตจักรต่างๆ ทั้งยังได้กล่าวถึงนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งชื่อฟินเนย์ ว่าพระเจ้าได้ทรงใช้เขาอย่างมากมาย เนื่องจากฟินเนย์ได้พบกับพระเยซูและได้รับการเจิมให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เขามีฤทธิ์อำนาจ นำคนมาเชื่อในพระเยซูคริสต์นับล้านคนทั่วโลก

ผมกลับบ้านในคืนนั้นและได้อธิษฐานว่า “พระเยซู ผมต้องการจะพบพระองค์เช่นกัน ผมจะไม่กินอะไรอีกเลย จนกว่าผมจะได้พบกับพระองค์” ผมอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกเป็นเวลานาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งหลับไปประมาณตี 3 ผมตื่นขึ้นประมาณตี 4 และเริ่มอธิษฐานอีก รอบตัวผมมืดมิดไปหมด หลังจากนั้นสักครู่ผมเห็นแสงสว่างจ้าอยู่ไกลออกไป และเห็นมีคนหนึ่งอยู่บนไม้กางเขน ผมรู้ว่านั้นคือพระเยซู

ผมรับรู้ถึงการสถิตย์อยู่ของพระเยซูตลอดเวลา และมีใจปรารถนาที่จะกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้ผมทำ เพราะผมเชื่อว่าทุกๆคำในพระคัมภีร์มาจากพระเจ้าดังนั้นผมจึงเชื่อฟัง

วันที่ 14 ธันวาคม คศ.2000 อาจารย์ บ. ได้ชวนให้ผมเดินทางไปโคราชด้วยกันกับเขา และในค่ำวันนั้นเขาถามผมว่า “คุณมีความต้องการอะไรในชีวิต?” ผมตอบว่า “ผมยังไม่พอใจนักกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ ผมต้องการมีประสพการณ์มากขึ้น” เขาแนะนำให้ผมทูลขอพระเยซูให้บัพติสมาผมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงอธิษฐานด้วยกัน ผมหลับตาลง และได้เห็นนิมิต เป็นภาพของไม้กางเขนอยู่กลางทะเลทราย มีสีขาวและดำเป็นจุดๆ แต่ไม่มีแสงสว่างจ้าอย่างครั้งก่อน ผมได้มองขึ้นไปบนฟ้า(ในนิมิตนั้น)และได้เห็นไม้กางเขนแบบเดียวกัน ผมได้มองไปที่ทะเล(ในนิมิตนั้น)ก็ได้เห็นไม้กางเขนอย่างเดียวกัน ทันใดนั้นผมก็เห็นไม้กางเขนอันเล็กๆเป็นจำนวนมากเหมือนกับเม็ดฝนตกลงมาจากสวรรค์ ในขณะนั้นผมยังได้ยินเสียงของ อาจารย์ บ. อธิษฐาน และเขาได้เอามือวางบนหัวของผมและอธิษฐานขอให้พระเจ้าให้บัพติสมาผมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเขาวางมือลงบนหัวของผมนั้น ทุกสิ่งรอบตัวผมเป็นแสงสว่างจ้าผมได้เห็นไม้กางเขนอันใหญ่ลอยลงมาจากสวรรค์และได้เห็นพระเยซูยืนอยู่ที่ด้านหน้าของกางเขนนั้น ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นและอวยพรผม พระเยซูที่ผมเห็นนั้นทรงแต่งกายอย่างผู้เลี้ยงแกะ ทั้งไม้กางเขนและพระเยซูมีแสงสว่างจ้าอย่างมาก ผมเริ่มร้องไห้ แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข หลังจากเหตุการณ์ผมได้เล่าให้ อาจารย์ บ. ฟัง เขาบอกว่าเขาไม่เคยอธิษฐานวางมือบนผู้ใดเพื่อขอพระเจ้าให้บัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์มาก่อน แต่ครั้งนี้พระเยซูได้ตรัสด้วยเสียงอันนุ่มนวลว่าให้วางมือ เขาจึงเชื่อฟังและอธิษฐานวางมือให้ผม

หลังจากเราได้เข้านอน ผมคิดคำนึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ยังคิดว่าอาจเกิดจากจินตนาการของผมเอง จึงอธิษฐานขอพระเจ้าที่จะทรงยืนยันให้ผมมั่นใจ และคืนนั้นขณะที่ผมเหมือนกับครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ยังรู้สึกตัวและมีสติ ผมได้ผ่านเข้าไปในประสพการณ์พิเศษอีกครั้ง (จะเป็นนิมิตหรือความฝัน พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้)

สิ่งที่ผมประสพมีดังนี้

ผมรู้สึกว่าร่างกายไร้น้ำหนัก และกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ผมเห็นท้องฟ้าแบ่งออกเป็นชั้นๆหลายชั้น

ในชั้นแรกนั้นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสว่างเหมือนปกติ ผมเห็นนกขนาดใหญ่สีขาวบินมา เป็นนกตัวใหญ่ มีปีกขนาดใหญ่อย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมลอยผ่านทะลุนกนั้นไป และนกนั้นสลายตัวไปเหมือนเมฆ จากนั้นผมก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าชั้นที่ 2 เป็นบริเวณที่มืด ผมเห็นนกตัวใหญ่สีดำลักษณะคล้ายนกสีขาวตัวนั้นบินมาทางผม ผมลอยผ่านทะลุนกนั้นไปและเห็นมันแตกเป็นหินชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผมลอยสูงขึ้นอีกและเห็นพื้นที่คล้ายๆเกาะขนาดเล็กจำนวนมากลอยอยู่ในอากาศ เกาะนั้นเล็กขนาดคนยืนได้เพียงคนเดียว ผมเห็นคนที่ยืนอยู่บนเกาะนั้นถูกล่ามโซ่ที่มือและขา ผมสังเกตุเห็นว่าพวกเขากำลังทุกข์ทรมาณ ผมลอยขึ้นอีก ผมเห็นคนรอบๆตัวผมหลายคนกำลังลอยขึ้นไปพร้อมๆกับผม คนเหล่านั้นเป็นสีเทา และผมเห็นบ้านที่สวยงามจำนวนมาก คนสีเทาพวกนั้นลอยไปยังบ้านเหล่านั้น แต่ผมไม่ได้ลอยไปทางนั้น ผมลอยสูงขึ้นไปอีกถึงชั้นที่ 3 ท้องฟ้าสว่างกว่าชั้นแรก ที่ชั้นนี้ผมมองเห็นช่องช่องหนึ่งในท้องฟ้า มีแสงสว่างมากส่องลงมาทางช่องนั้น ผมมีความรู้สึกว่าเป็นแสงที่ส่องลงมาจากพระเจ้า ผมลอยเข้าไปยังช่องนั้น แสงในนั้นสว่างมากจนผมไม่สามารถอธิบายได้ จากนั้นผมเห็นบัลลังก์ทองคำที่งดงามมาก และผมได้นั่งบนบัลลังก์นั้น

อาจารย์ บ.ได้กล่าวในภายหลังว่า สิ่งที่ผมเห็นนั้น อาจเหมือนกับนิมิตของยอห์นตามที่บันทึกไว้ในพระธรรมวิวรณ์ 3:21 ผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ลองเปิดอ่านและพิจารณาด้วยตนเอง

วันที่ 16 ธันวาคม คศ.2000 ผมนั่งที่โต๊ะอาหารหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว อาจารย์ บ.ได้พูดคุยกับผม แต่ผมไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดเลย ผมมองไม่เห็นเขาด้วย แต่ผมเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ด้านหลังที่ อาจารย์ บ.นั่งอยู่ พระเยซูทรงยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ ทรงแต่งกายเหมือนผู้เลี้ยงแกะและพระหัตถ์ขวาถือไม้เท้าของคนเลี้ยงแกะ มีแสงสว่างมากส่องออกมาจากพระองค์ ผมและ อาจารย์ บ. ได้กลายสภาพเป็นแกะอยู่แทบพระบาทพระองค์พร้อมทั้งแกะตัวอื่นๆ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมร้องไห้ออกมาด้วยความสุข(คุณ อ. ภรรยาของศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งหนึ่งในโคราชที่เราไปพักอยู่ ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เธอได้บอกให้อ่านพระธรรมสดุดีบทที่ 23 โดยเฉพาะข้อ 4 ซึ่งเป็นข้อที่พระเจ้าทรงประทานให้เมื่อคราวที่เธอได้รับนิมิตในลักษณะเดียวกัน)

วันที่ 28 ธันวาคม คศ.2000 ผมได้เห็นนิมิตเป็นบันได ปลายด้านหนึ่งอยู่บนพื้นโลก และทอดยาวขึ้นไปยังสวรรค์ ที่ปลายทางนั้นมีแสงสว่างมาก ผมและคนอื่นๆอีก 2-3 คนกำลังเดินขึ้นไป ไม่เห็นมีใครเดินลงบันไดเลย ผมกำลังอยู่ที่ระยะประมาณกึ่งกลางและกำลังเดินขึ้นไป (ลองเปรียบเทียบกับสิ่งที่ปรากฏในพระธรรมปฐมกาล 28:12 ในขณะนั้นผมยังไม่รู้ถึงเรื่องนี้ในพระคัมภีร์)

นอกจากนี้ผมยังมีความฝันและนิมิตจากพระเยซูอีกหลายครั้งที่เสริมให้ความเชื่อที่ผมมีในพระเจ้าเข้มแข็งขึ้น

หลังจากเหตุการณ์ต่างๆนั้น ผมมีความหิวกระหายอย่างมากที่จะรู้เรื่องราวของพระเยซูมากขึ้น ผมจึงอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มมากกว่า 10 รอบในปีแรกที่ผมมาเชื่อในพระเยซู พระเจ้าได้เปิดเผยให้ผมเข้าใจในพระวจนะของพระองค์และทำให้ผมเข้มแข็งในความเชื่อ บัดนี้ชีวิตของผมได้มอบให้กับพระเยซูทั้งสิ้นในการรับใช้พระองค์ ยิ่งผมเติบโตขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า ย่างเท้าในชีวิตของผมยิ่งมั่นคง ผมอยากเชิญชวนให้ท่านได้มาร่วมทางกับผม พระคัมภีร์ข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก

โรม 8:35-39
35 แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ
36 ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า
37 แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย
38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย
39 หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้

ขอพระเจ้าทรงโปรดเปิดตา เปิดความเข้าใจ และส่องแสงสว่างของพระองค์แก่ท่าน เพื่อให้ท่านเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และพระองค์ทรงรักท่านมากเพียงใด ให้ท่านได้รับพระองค์ สัมผัสประสพการณ์การบังเกิดใหม่ และมีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต

ตลอดเส้นทางชีวิต ผมพบป้ายบอกทางเหล่านี้
1. การเป็นคริสเตียนไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดทางสายเลือด แต่เกณฑ์ที่พระคัมภีร์กำหนดไว้คือ การบังเกิดใหม่
2. การมาเป็นคริสเตียนไม่ได้เป็นผลมาจากพิธีกรรมภายนอกเช่นการเข้าพิธีรับบัพติสมา หรือการมีเอกสารรับรองสมาชิกภาพจากคริสตจักร แต่จากการที่คนบาปกลับใจใหม่และหันจากการทำบาป
3. การดำรงชีวิตเป็นคริสเตียน ต้องยอมรับว่าตัวเป็นคนบาป ยอมรับรู้ถึงความบาปที่ได้ทำ กลับใจจากการทำบาป ยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้า
4. คริสเตียนเป็นผู้มีสันติสุขกับพระเจ้า พระคัมภีร์ให้คำยืนยันอย่างมั่นคงถึงชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์ และนรกไม่ใช่ปลายทางนิรันดร์ของคริสเตียน

พระคัมภีร์สอนอะไร
1. เกี่ยวกับมนุษย์แต่ละคน
– “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” โรม 3:23
2. เกี่ยวกับปลายทางนิรันดร์ของคนบาป
– “และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ” วิวรณ์ 20:15
3. เกี่ยวกับการยกโทษบาป
– “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” 1 ยอห์น 1:7

4. เกี่ยวกับการบังเกิดใหม่
– “ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” ยอห์น 3:3
5. เกี่ยวกับความรอด
– พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6
– “ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์เดียว และมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” 1 ทิโมธี 2:5

จาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=seeking-god-seeking-the-truth&month=07-2006&date=26&group=7&gblog=5

น่าอ่าน http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=seeking-god-seeking-the-truth&group=7

 

This entry was posted in Spiritual. Bookmark the permalink.

3 Responses to Great testimony

  1. เนย says:

    สู้ๆ สู้ตายยยยย

  2. เนย says:

    สู้ๆ สู้ตายยยยย

  3. เนย says:

    สู้ๆ สู้ตายยยยย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s