หัวข้อการพูดคุย Praise God for freedom in Thailand

 

ข้อความ

Praise God for freedom in Thailand

 
Hope and pray that Thai people will earnestly serve the Lord and study the Bible even more after read this testimony!!
 
My impression for what God has done in China:
 
 ผมไม่โทษเขาเลยสักนิด เพราะในช่วงนั้น มีพระคัมภีร์อยู่เพียงน้อยนิดในประเทศจีน ผู้คนไม่ได้รับอนุญาต ให้อ่านหนังสือใดๆ นอกจากหนังสือปกแดงเล่มเล็กของเหมา ถ้าใครถูกจับได้ พร้อมกับพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ก็ จะถูกเผา และเจ้าของพระคัมภีร์กับครอบครัว จะถูกเฆี่ยนตี อย่างหนักหน่วง ที่กลางหมู่บ้าน ศิษยาภิบาลชราผู้นี้ แค่บอกผมว่า "พระคัมภีร์ เป็นหนังสือจากสวรรค์ ถ้าเธออยากได้สักเล่ม เธอก็ต้องอธิษฐาน ต่อพระเจ้า แห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เท่านั้น ที่จะทรงจัดเตรียม หนังสือจากสวรรค์ ให้เธอได้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ของผู้ที่แสดงหาพระองค์ อย่างสุดจิตสุดใจเสมอ" ผมเชื่อคำตอบของศิษยาภิบาลผู้นี้ อย่างสุดใจ พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ยกก้อนหินเข้ามาในห้อง เอาไว้คุกเข่าลงอธิษฐาน ทุกๆ ค่ำ ผมอธิษฐาน อย่างง่ายๆ เพียงประโยคเดียว "ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานพระคัมภีร์แก่ข้าพระองค์ด้วย อาเมน" ในเวลานั้น ผมไม่รู้วิธีอธิษฐาน แต่ผมก็อธิษฐานแบบนั้น อยู่นานกว่าหนึ่งเดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระคัมภีร์ไม่ปรากฎ!!

      ผมกลับไปที่บ้านศิษยาภิบาลชราอีกครั้ง คราวนี้ไปคนเดียว ผมบอกเขาว่า "ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า ตามที่ท่าน แนะนำแล้ว แต่ผมยังไม่ได้พระคัมภีร์ ที่ผมต้องการเหลือเกิน ได้โปรดให้ผมได้ดูพระคัมภีร์ของท่านเถอะ แค่ดู แวบเดียว ผมก็พอใจแล้วครับ ผมไม่แตะพระคัมภีร์ ของท่านก็ได้ ท่านถือเอาไว้และผมแค่ดูอย่างเดียว และถ้าผม ได้คัดลอกบางส่วน ของคำสอนนั้นด้วย ผมก็จะกลับบ้านอย่างมีความสุข" ศิษยาภิบาลชรา มองเห็น ความกระวน กระวายในใจผม เขาบอกผมอีกครั้งว่า "ถ้าเธอจริงจังเรื่องนี้ เธอแค่คุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้า ก็ยัง ไม่พอ เธอควรจะอดอาหาร และร้องคร่ำครวญ ยิ่งเธอร้องคร่ำครวญมากเท่าไหร่ เธอก็จะได้พระคัมภีร์เร็วขึ้นเท่านั้น"

      ผมกลับไปบ้าน และทุกๆ เช้าจนถึงบ่าย ผมจะไม่กินหรือดื่มอะไรเลย ทุกๆ เย็น ผมจะทานแค่ข้าวถ้วยเล็กๆ ผมร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ที่หิวโหย ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์ เพราะปรารถนาจะได้รับ การเติมเต็มด้วยพระวจนะ ของพระองค์ ผมอธิษฐานขอพระคัมภีร์ต่อไปอีก 100 วัน จนกระทั่งผมทนต่อไปไม่ไหว พ่อกับแม่ต่างแน่ใจว่า ผมเสียสติไปแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป หลังผ่านมาหลายปี ผมคงจะกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ทั้งหมด ในครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ยากเข็ญที่สุด ที่ผมเคยประสบมา

      และแล้วจู่ๆ ในเช้าวันหนึ่ง ประมาณตีสี่ หลังจากอ้อนวอนพระเจ้า ให้ตอบคำอธิษฐานอยู่หลายเดือน ผมก็ได้รับ นิมิต จากพระองค์ ขณะกำลังคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ในนิมิตนั้น ผมกำลัง เดินขึ้นเนินเขาสูงชัน พยายามจะดันเกวียน ที่หนักอึ้ง ให้เคลื่อนไปข้างหน้า ผมกำลัง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งผมตั้งใจจะไป ขออาหารให้ครอบครัว ผมดิ้นรน อย่างหนัก เพราะในนิมิตนั้น ผมกำลังหิว และอ่อนเพลีย จากการอดอาหาร อธิษฐานยาวนาน และเกวียนเก่าเล่มนั้น ก็กำลังจะไหลกลับลงมาทับผม   แล้วผมก็เห็นชาย 3 คน เดินสวนทางลงมาจากยอดเขา ชายชราใจดีที่มีเครายาว กำลังลากเกวียนเล่มใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยขนมปังใหม่ ชายอีก 2 คน เดินอยู่คนละฟากของเกวียน เมื่อชายชรา คนนั้นมองเห็นผม เขารู้สึกสงสารผมมาก และได้แสดงความเมตตา เขาถามว่า "เธอหิวไหม" ผมตอบว่า "หิวครับ ผมไม่มีอะไรจะกิน และกำลังเดินทาง ไปหาอาหารให้ครอบครัว" ผมร้องไห้โฮ เพราะครอบครัวของผมนั้น ยากจนเหลือเกิน ความเจ็บป่วยของพ่อ ทำให้เราต้องขายของ ที่มีค่าทุกอย่าง เพื่อซึ้อยารักษาโรค เรามีอาหาร กินน้อยมาก และเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่เราจำต้องขออาหารจากเพื่อนบ้าน เมื่อชายชราถามว่า ผมหิวหรือเปล่า ผมจึงอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ ผมไม่เคยได้สัมผัสความรักอันแท้จริง และความเมตตาเช่นนี้ จากผู้ใดมาก่อน
      ในนิมิตนั้น ชายชราหยิบถุงสีแดง บรรจุขนมปังออกมาจากรถลาก และบอกให้คนใช้ 2 คนนั้น นำมาให้ผม ชายชรากล่าวว่า "เธอต้องกินทันทีนะ" ผมแกะห่อออก และเห็นขนมปังอบใหม่อยู่ในนั้น พอผมหยิบเข้าปาก ขนมปังนั้นก็กลายเป็นพระคัมภีร์ทันที ในนิมิตนั้น ผมคุกเข่าลง โดยมีพระคัมภีร์ในมือ และร้องขอบคุณพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระนามของพระองค์ สมควรแก่การสรรเสริญ พระองค์ไม่ได้เพิกเฉย ต่อคำอธิษฐานของข้า พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ ได้รับพระคัมภีร์เล่มนี้ ข้าพระองค์ อยากจะรับใช้พระองค์ ไปจนตลอดชีวิต"

      ผมตื่นขึ้น และเริ่มค้นหาพระคัมภีร์ไปทั่วบ้าน คนอื่นๆ ในครอบครัวยังคงหลับอยู่ นิมิตนั้นดูสมจริงสมจัง สำหรับผมมาก ดังนั้น เมื่อผมตระหนักว่า มันเป็นเพียงความฝัน ผมจึงรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ในใจ จนต้องร้องไห้เสียงดัง พ่อกับแม่รุดมาที่ห้องผม เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านทั้ง 2 คิดว่าผมเสียสติไปแล้ว เพราะการอดอาหารอธิษฐาน ผมบอกท่านเรื่องนิมิตที่ผมเห็น แต่ผมเล่ามากเท่าไหร่ พวกท่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ผมบ้ามากขึ้นเท่านั้น แม่บอกว่า "นี่ไม่ทันจะเช้าเลย แล้วไม่มีใครมาบ้านของเราด้วย ประตูบ้านก็ยังปิดสนิท" พ่อกอดผมแน่น ท่านอธิษฐาน ต่อพระเจ้า ด้วยน้ำตานองหน้า "ข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดเมตตาลูกชายข้าพระองค์ด้วย อย่าปล่อยให้เขา ต้องเสียสติเลย ข้าพระองค์เต็มใจจะยอมเจ็บป่วยอีกครั้ง ถ้ามันจะสามารถช่วยไม่ให้เขากลายเป็นบ้าได้ โปรดประทานพระคัมภีร์ แก่ลูกชายข้าพระองค์ด้วยเถิด" ทั้งพ่อ แม่ และผมคุกเข่าลง และจับมือร้องทูลขอด้วยกัน

      ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ และมีเสียงอันอ่อนโยนเรียกชื่อผม ผมรีบไปที่ประตูและถามว่า "คุณเอาขนมปังมาให้ผมใช่ไหมครับ" เสียงที่อ่อนโยนนั้นตอบกลับมาว่า "ใช่ เรามีขนมปังจากงานเลี้ยงมาให้เธอ" ผมจำเสียงนั้นได้ทันที เป็นเสียงเดียวกัน กับที่ผมได้ยินในนิมิต ผมรีบเปิดประตู และที่นั่น มีชายหนุ่ม 2 คน ที่ผมเห็นในนิมิต ยืนอยู่ คนหนึ่งถือถุงสีแดงอยู่ในมือ หัวใจของผมเต้นแรง ขณะเปิดถุงใบนั้นออก และสิ่งที่ผม ได้ถือไว้ในมือทั้ง 2 ข้าง ก็คือพระคัมภีร์ของผมนั่นเอง!!

http://www.crossroad.to/Excerpts/books/faith_under_fire/heavenly-man.htm

 

     
คุณหยุนในปัจจุบัน เดินทางแบ่งปันพระกิตติคุณทางยุโรป และอเมริกา

อ่านเรื่องย่อทั้งเล่มได้ที่นี่ http://www.crossroad.to/

 
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s