หัวข้อการพูดคุย Live your live fullest!!

 

ข้อความ

  • ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเขียนไดแนวไหนดี หลังจากเข้าไปอ่านไดของชาวคริสต์ ชาวจุฬา และชาวบ้าน ฯลฯ แล้วก็มานั่งสรุปว่าเอาไงดี เพราะตอนแรกตั้งใจจะเขียนประสบการณ์ความรักของพระเจ้าที่มีมนุษย์ทุกคนให้คนที่ยังไม่เคยรู้จักพระเยซู ได้มารู้จักพระองค์โดยไม่รู้สึกว่าเรื่องศาสนศาสตร์เป็นเรื่องเข้าใจยากแต่อย่างใด และอยากแชร์เรื่องดีๆ กับคริสตชนทั่วๆ ไป แต่ด้วยความที่เป็น นศ. ปอโท BBCS ทำให้ชีวิตประจำวันต้องค้นคว้าเพื่อใช้เตรียมการสอนธรรมิกชนในคริสตจักร และเป็นการเตรียมทำรายงานก่อนไปขอจบเทอมสุดท้าย เลยรู้สึกว่าอยากเขียนแนววิชาการด้วย เอาละสิ ผู้อ่านจะว่าไหมเนี่ย เสียเวลาเข้ามาแล้วไม่พบสิ่งที่ดี มีประโยชน์กลับไปก็ผิดตีมของสเปซนี้ซะด้วย เอาหล่ะ ตัดสินใจได้ละ คือจะเขียนตามใจฉันละกัน อิ อิ อิ ถือคติเสียว่ารู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ 5555555 พยายามย้อนกลับไปอ่านเรื่องที่บันทึกผ่านๆ มาบ้างนะคะ คืออยากให้เพื่อนๆ ในไดได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปมากที่สุดค่ะ

 

  • เมื่อวานไปงานวันเกิดหลานชายมา มีทั้งญาติและเพื่อนมาร่วมสามสิบคน ป้าเนี้ยวทำทั้งอาหารทะเลและไก่ต้มเปรตต้นตำรับมาเสริฟ ได้เจอกับแพรวบินตรงจากเซียงไฮ้มางานวันเกิดพี่ชายและหลานธีมด้วย นี่เป็นงานแรกที่นิค เจ้าลูกชายพาแฟนไปพบญาติหลังจากคบกันมาซักปีกว่าๆ ทำให้นึกถึงตอนสามีพามาภูเก็ตให้รู้จักกับญาติๆ ทางภูเก็ตเป็นครั้งแรก ครอบครัวเขามีพี่น้องตั้ง 14 คนแหนะ นับแบบคนจีนคือพี่ชายคนที่หนึ่งไปถึงสิบ และพี่สาวคนที่หนึ่งถึงสี่ จนปัจจุบันนี้ผ่านไปกว่ายี่สิบปีก็ยังนับไม่ค่อยถูกว่าคนไหนอันดับที่เท่าไหร่ บ้านเรามีพี่น้องแค่หกคนก็ถือว่าเยอะแล้วนะ

 

  • ได้ดูสารคดีการทำมัมมี่ให้กับตัวเองของพระญี่ปุ่นโดยการกินเมล็ดพืช เปลือกไม้ รากไม้ ผ่านไปหลายๆ ปีจนร่างกายไม่เหลือไขมัน กลายเป็นซี่โครงเดินได้ แล้วไปนั่งในซอกหินที่มีอากาศนิดหน่อยให้หายใจจนวันตาย แล้วร่างกายจะเป็นมัมมี่ที่ไม่เน่าเปื่อยเพราะทานชาที่เป็นสารพิษแม้แต่แมลงได้กลิ่นก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เป็นวิธีที่ทรมานตนเองสุดๆ ถ้าใครทนไม่ไหวเขาก็จะมีมีดและเชือกติดตัวไว้สงเคราะห์ตนเองให้จบสมใจ ทำให้นึกถึงตอนที่คริสตชนยุคแรกพยายามพลีกรรมด้วยการทรมานตนตามซอกหินในถิ่นทุรกันดาร บางคนก็เป็นพวกโยคีใช้ชีวิตประจำวันอยู่บนเสา แต่จริงๆ แล้วพระเยซูสอนว่าพระองค์มาเพื่อให้เรามีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะรัก เพื่อที่จะให้และรับ แต่การให้สุขใจกว่าการรับ อ่านแล้วรู้สึกเสียดายพระหนุ่มๆ ที่ใช้เวลาหลายปีในการทรมานตน น่าจะเอาเวลา สติปัญญาและกำลังที่มีไปพัฒนาประเทศให้เจริญดีกว่านะ  ลองอ่านในลิงค์ดูจะรู้ว่าวิธีที่เขาทำเนี่ยไม่ธรรมดาเลยแหละ barista.media2.org/?p=3163
“Towards the end of this 1000 day period, the priest also had to start to drink a special tea made from the sap of the urushi tree. This sap is used to make laquer for bowls and furniture; but it is also very poisonous for most people. Drinking this tea induced vomenting, sweating, and urination, further reducing the fluid content of the priest’s body. But even more importantly, the build up of the poison in the priest’s body would kill any maggots or insects that tried to eat the priest’s remains after death, thus protecting it from yet another source of decay.

The third and last step of the process was to be entombed alive in a stone room just big enough for a man to sit lotus style in for a final 1000 day period. As long as the priest could ring a bell each day a tube remained in place to supply air; but when the bell finally stopped, the tube was removed and the tomb was sealed.”

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s