สวรรค์ หรือ นรก: คุณคือคนเลือกเอง

 

 
ดร. จอห์น ซง เรื่อง “นรกกับสวรรค์”
(ลูกาบทที่ 16)

บ่ายนี้ ผมอยากจะพูดเรื่องนรกกับสวรรค์ นี่เป็นหัวข้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนกลับไม่เชื่อในเรื่องสวรรค์หรือนรก ก่อนที่ผมจะบังเกิดใหม่ สิ่งนี้ก็เป็นคำถามที่ทำให้ผมงุนงง

ตอนผมอายุเก้าขวบ ผมเห็นวัตถุสีดำเล็กๆ วางอยู่หน้าประตูบ้าน ผมถามแม่ว่ามันคืออะไร แม่ก็บอกว่ามันเป็นโลงศพสำหรับน้องสาวอายุสามขวบของผม ช่างเป็นความลึกลับอย่างยิ่งจริงๆ! ผมเพียงแต่รู้ว่าน้องสาวคนนี้น่ารักเพียงไร แต่แม่ของผมกลับเอ่ยถึงการตายของเธอ ผมถลาเข้าไปในห้อง แล้วก็เห็นใบหน้าที่น่ารักของเธอซีดขาว มือและเท้าทั้งสองข้างเย็นเฉียบ ผมไม่ตระหนักเลยว่าผมได้มองเห็นความตายแล้ว

ผมเรียกเธอแต่เธอไม่ตอบ เธอไม่สนใจผม ผมจึงออกไปข้างนอกและเห็นนัยน์ตาของแม่ผมปริ่มน้ำตา ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผมไม่รู้ว่าน้องสาวตายเพราะอะไร ทำไมผมซึ่งอายุมากกว่าเธอจึงไม่ตาย ขณะนั้น ผมเห็นบางคนอุ้มน้องสาวเข้าไปวางในโลงศพ ผมจึงถามแม่ว่า “ทำไมไม่ปล่อยให้น้องนอนอยู่บนเตียงล่ะ” แต่แม่หรือใครๆ ไม่ฟังที่ผมพูด พวกเขาแบกโลงศพนั้นออกไป ผมถามแม่ว่าพวกนั้นเอาน้องสาวไปไว้ที่ไหน แล้วเธอจะกลับมาไหม แม่ตอบว่าพวกนั้นนำเธอไปไว้ยังชนบทที่ห่างไกลผู้คน และเธอจะไม่กลับมาอีก เมื่อได้ยินดังนี้ ผมจึงร้องไห้คร่ำครวญ

ผมถามแม่ว่าผมจะเป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กนี้หรือไม่ แม่ตอบว่าใช่ ผมจึงรู้สึกเศร้าหมองและห่อเหี่ยวมากขึ้น คืนนั้น ผมฝันว่าผมตายเหมือนน้องสาวและมีคนนำร่างผมไปใส่ในโลงศพ ผมกลัวมากจนร้องไห้หาพ่อแม่พลางพูดว่า “ผมจะไม่ตาย ผมอยากอยู่กับพ่อแม่” ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ดังมากจนพ่อแม่ผมต้องลุกจากเตียงมาถามผมว่าเป็นอะไร ผมตอบว่า “ผมฝันว่าผมตาย ผมกลัว ผมไม่อยากตาย ความตายน่ากลัวมากเพราะมันทำให้ผมต้องไปอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ผมจะไม่ตาย! ผมอยากอยู่กับพ่อแม่ตลอดไป”

พี่น้องที่รัก ท่านกลัวความตายหรือไม่ ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้ว ไม่เลยสักนิด เพราะมนุษย์ต้องตาย ไม่มีใครสามารถหลีกหนีด่านนี้ไปได้ สิ่งที่น่ากลัวคือว่าท่านจะไปสิ้นสุดลงตรงไหนหลังจากตายแล้ว บ่ายนี้ให้เรามาพูดกันในหัวข้อนี้ เพื่อเราจะรู้ว่าตายแล้วเราจะไปไหน

 

ข้อ 19 “มีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุกๆ วัน” เศรษฐีคนนี้คือคนที่คุณอาจอยากเรียกว่านายทุน อย่างที่พบเห็นกันในเซี่ยเหมินในทุกวันนี้ เขาได้สร้างชื่อเสียงใหญ่โตให้กับตัวเองในโลกนี้ แต่กลับหาชื่อของเขาไม่พบในสวรรค์ เขาสนใจเพียงสิ่งภายนอกแต่ไม่ใส่ใจสิ่งภายใน เขาอยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุกๆ วันด้วยการกินเหล้าเคล้านารี ตอนนี้พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกบาปอื่นใดของเศรษฐีผู้นี้เลยนอกจากการมีชีวิตอยู่อย่างเริงรื่นฟุ่มเฟือย พวกท่านลองจินตนาการดูสิว่า เขาเคยมองขึ้นไปยังสวรรค์หรือเขามองแต่สิ่งต่างๆ บนโลก ใช่แล้ว เขามองแต่โลกใบนี้เท่านั้น มองที่ปัจจุบัน จักรพรรดิหยวนซือข่ายก็มองแต่โลกปัจจุบันเท่านั้น เขาไม่เชื่อว่ามีสวรรค์หรือนรก เขาคิดว่าถ้าคนเราตายไปแล้ว ทุกสิ่งก็จบสิ้น แต่จำไว้ว่า เศรษฐีคนนี้เป็นผู้นมัสการพระเจ้า เป็นบุตรของอับราฮัม เป็นคนที่ถูกเลือก บางทีเขาอาจจะเป็นผู้ปกครองหรือมัคนายกในโบสถ์ แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เชื่อวางใจในพระเจ้า เขาเป็นผู้เชื่อแต่ในนามเพราะเขาประพฤติตัวแบบคนไร้พระเจ้าและขาดความยั้งคิด

ข้อ 20 “และมีคนยากจนคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี”
มีชายอีกคนหนึ่งชื่อลาซารัส เขาเป็นคนที่ไม่สำคัญตอนอยู่ในโลก แต่ชื่อของเขาถูกพบในสวรรค์ ชายคนนี้เจ็บป่วยเป็นแผลทั้งตัว เขาแบกกางเขนทุกวันด้วยการเป็นขอทาน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำงาน แต่เพราะว่าร่างกายเขาเจ็บป่วยและแขนขาพิการ ในโบสถ์ของเราทุกวันนี้ มีหลายคนที่เหมือนลาซารัสแต่ไม่มีใครสนใจ เหมือนกับเศรษฐีคนนี้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ คนเหล่านั้นจะห่วงใยเฉพาะความสบายของตัวเอง นี่เป็นสิ่งผิด เพราะเราควรจะดูแลซึ่งกันและกันซึ่งเป็นหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้

แม้ลาซารัสจะอยู่ในสภาพที่น่าเศร้าใจเช่นนั้น เขาก็ไม่เคยคิดทำความชั่วเลย เพราะเขาเชื่อว่ามีนรกและสวรรค์ เขาเกรงกลัวการตอบแทนที่จะได้รับหลังจากสิ้นชีวิตในโลกนี้แล้ว พวกโจรและขุนศึกมากมายที่ปล้นและฆ่า อีกทั้งสังหารหมู่และปล้นสะดม และมีนายทุนหลายคนที่หาประโยชน์ใส่ตัวและถือโอกาสค้ากำไร นั่นเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่ามีนรกและสวรรค์ ลาซารัสมองขึ้นไปยังสวรรค์ เขามองไปยังอนาคต ในทางกลับกัน เศรษฐีคนนั้นมองไปที่โลก เขาสนใจแต่ปัจจุบัน ลาซารัสซึ่งก็เหมือนพระเยซูที่ไม่กล้าแสวงหาทรัพย์ศฤงคารอธรรม เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลกนั้น พระองค์ก็ไม่ได้ทรงเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติใดๆ เลย พระองค์ไม่ทรงมีแม้แต่สถานที่ที่จะวางศีรษะ ลาซารัสก็เช่นกัน ลาซารัสแบกกางเขนที่ขมขื่นวันแล้ววันเล่า เราเห็นแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ในตัวลาซารัส ลาซารัสบอกว่า “ฉันไม่ปรารถนาสิ่งใดในโลกนี้ ฉันต้องการไปสวรรค์ สวรรค์เป็นบ้านของฉัน” หลายคนถามผมว่า “คนมากมายในประเทศจีนไม่มีทั้งอาหารและเสื้อผ้า และกำลังจะตายด้วยความหิวโหยและเหน็บหนาวในความทุกข์ยากแสนสาหัส ใครจะเชื่อคำพูดเรื่องนรกสวรรค์ของคุณล่ะ ถ้าพวกเขาไม่เอาใจใส่เรื่องในปัจจุบันแล้ว เขาจะสนใจเรื่องในอนาคตได้อย่างไร แต่ผมขอบอกพวกท่านว่า “ถ้าท่านเชื่อพระเยซู ท่านก็จะไม่วิตกกังวลว่าจะไม่มีอาหารกินหรือไม่มีเสื้อผ้าใส่ เพราะว่าในอาณาจักรของพระเจ้า มีกฎแห่งความรักอยู่ในหมู่พวกเรา เราดูแลซึ่งกันและกัน เมื่อเรารักพระเจ้า เราก็รักพวกลูกๆ ของพระองค์ด้วย เพราะเขาเหล่านั้นตอนนี้เป็นพี่น้องในอาณาจักรเดียวกัน เราจะทนเห็นพี่น้องของเราทุกข์ทนอยู่ในความหิวโหยและเหน็บหนาวได้อย่างไร

ข้อ 21 “เขาอยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา” ลาซารัสนั่งตรงประตูรั้วบ้านของเศรษฐีคนนั้นทุกวัน เพื่อรอจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น ไม่มีใครรักลาซารัสเลย เพราะว่าเขาเป็นคนทุพพลภาพและไม่สามารถทำงานได้ เพื่อนของเขาคือบรรดาสุนัข พวกมันปลอบโยนเขา เมื่อพระคริสต์ทรงอยู่ในโลกนี้ ผู้คนก็ไม่รักหรือยอมรับพระองค์ พระองค์ถูกด่าว่าและทำร้ายในทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป พระองค์ทรงมีพวกคนเก็บภาษีและคนบาปเป็นเพื่อน พวกนี้เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของสังคม คนเหล่านี้ผู้เป็นคนบาปและยากจนกับคนอื่นๆ ไม่กี่คนเท่านั้นที่รักพระเยซู ตอนนี้สายตาของลาซารัสมองขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ แต่สายตาของเศรษฐีคนนั้นกลับจ้องมองอยู่ที่โลกอย่างเพลิดเพลินอารมณ์

ข้อ 22 “ต่อมาคนยากจนนั้นตายและพวกทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่กับอับราฮัม ส่วนเศรษฐีคนนั้นก็ตายด้วย และถูกฝังไว้” ในระหว่างสองคนนี้ ท่านจะเลือกเป็นใคร ใครอยากเป็นเศรษฐีคนนั้นและใครอยากเป็นลาซารัส เป็นความจริงที่ลาซารัสตายก่อน เพราะเขาเป็นคนป่วยที่ยากจนและไม่มีใครดูแลเขา แต่เขาก็ไม่กลัวตาย ความจริงแล้วเขามีความสุขมากด้วยซ้ำ เขาคุกเข่าอธิษฐานต่อพระเยซูว่า “โอ้องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์กำลังจะกลับบ้านแล้ว!” การตายของลาซารัสเป็นการสิ้นสุดของทุกสิ่งหรือไม่ ไม่เลย ทูตสวรรค์มานำเขาไปอยู่กับอับราฮัมที่แดนสุขาวดีในสวรรค์

 
 

 
นี่เป็นหลักฐานว่าสวรรค์มีจริง ตอนผมไปเทศนาตามหมู่บ้านต่างๆ และพบเห็นความตายของสมาชิกคริสตจักรผู้ชราและร้อนร้นบางคน นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทูตสวรรค์มารับพวกเขาไป ตอนนี้ลาซารัสไม่มีเงินจัดงานศพตัวเอง ร่างกายของเขาที่ถูกทิ้งอยู่ตามบริเวณรกร้างก็ถูกบรรดาสุนัขมารุมกิน ช่างเป็นการตรงข้ามกับการตายของสมาชิกคริสตจักรบางคน ที่พวกเขาจัดงานเฉลิมฉลองและการแสดงมหรสพอย่างใหญ่โต อีกทั้งมีการชุมนุมในขบวนแห่ศพ พิธีศพดูเหมือนเทศกาลทางศาสนาที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับบรรดาเทพเจ้าต่างๆ พี่น้องที่รัก คิดดูสิว่าเราต้องทุ่มเทใช้จ่ายอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยลงบนคนตายด้วยหรือ และทั้งหมดนี้เพื่ออะไรกันล่ะ การตายของพระเยซูได้รับการเฉลิมฉลองอย่างนั้นหรือเปล่า แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงยกกระดูกของพระองค์แม้เพียงชิ้นเดียวให้เป็นมรดกของโลกนี้ ตอนนี้พวกท่านใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยบนคนตาย แล้วท่านได้อะไร ดูสิ! เศรษฐีคนนี้มีคฤหาสน์ห้าชั้น มีภรรยาและนางบำเรอหลายคนอยู่ในบ้าน และแต่งตัวด้วยผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อีกทั้งกินอยู่อย่างดี แต่ตอนนี้เขาล้มป่วยลง บรรดาภรรยาอันดับต่างๆ ตั้งแต่ 1 ถึง 7 รายล้อมอยู่รอบตัวเขา พวกเธอตัวสั่นกลัวและตะลึงงันว่าหมอควรจะสั่งยาอะไรให้เขากิน ตอนนี้เขามีความสุขกับสิ่งดีต่างๆ ในชีวิตได้หรือไม่ เขาไม่สามารถแม้แต่จะรับรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้เลย สิ่งที่เขากังวลอย่างมากคือความตาย ทำไมหรือ ก็เพราะมีความเจ็บปวดแห่งการพิพากษาหลังความตายนะสิ! เมื่อตายไปแล้ว เขาจะรู้เกี่ยวกับโลงศพที่ดีที่สุดที่พวกนั้นจะใส่ร่างกายเขาและรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่ดีที่สุดที่พวกนั้นสวมให้เขาได้อย่างไร เขาจะได้เห็นละครตลกที่พวกนั้นนำมาเล่นให้เขาดูและได้ยินเสียงการเฉลิมฉลองที่เหนือกว่าเทศกาลเฉลิมฉลองของบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลายได้หรือเปล่า คนที่มาร่วมพิธีศพและพวกที่ยืนดูอยู่ต่างทำให้เกิดเสียงแห่งการเฉลิมฉลอง แล้วคนตายจะรู้ไหม มีกี่คนในบรรดาสมาชิกที่ร่ำรวย บรรดามัคนายกที่มั่งมี บรรดาผู้ปกครองที่มั่งคั่ง และบรรดาศิษยาภิบาลที่อุดมสมบูรณ์ ที่เมื่อตอนพวกเขาตายลงได้มีการจัดแสดงมหรสพเช่นนั้นในพิธีศพของพวกเขา ซึ่งไม่แตกต่างจากสิ่งที่พวกนั้นได้ทำต่อเศรษฐีคนนี้! การทำบุญกุศลของพวกนั้นคือการเฉลิมฉลองการกลับไปบ้านในสวรรค์ของเขาหรือ พระคัมภีร์บอกเราว่าอย่างไร สิ่งฟุ่มเฟือยหรูหราทั้งหมดนี้จะไปอยู่ที่ไหนเมื่อเขาตายและถูกฝังแล้ว และการฝังก็เป็นการสิ้นสุดของทุกสิ่งหรือ ส่วนที่เป็นวัตถุและจิตวิญญาณของชายคนนั้นตอนนี้สิ้นสุดลงแล้วใช่ไหม ไม่เลย!
 

ตอนที่ผมกำลังเทศนาที่ซานตงนั้น นักศึกษาจากจี้หนานคนหนึ่งมาหาผม ผมถามเขาว่าปรัชญาชีวิตของเขาคืออะไร เขาตอบว่า “คือการสนุกสนานเพลิดเพลินกับชีวิต” เมื่อผมถามเขาว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาตาย เขาตอบว่าความตายสำหรับเขาคือการสิ้นสุดของทุกสิ่ง ผมจึงถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ทำไมเขาจึงต้องเรียนสูงๆ แล้วเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยล่ะ ไม่ดีกว่าหรือที่จะใช้จ่ายเงินทองนั้นเพื่อความเพลิดเพลินของตัวเอง เขาพูดไม่ออก พี่น้องที่รัก ให้ผมเล่าให้ท่านฟังว่าหลังจากความตายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายนี้สิ้นสุดแต่จิตวิญญาณยังคงอยู่ต่อไป!

ข้อ 23 “และเมื่อเขาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เขาแหงนหน้าดู เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสก็อยู่กับท่าน” ตอนนี้หลังจากตายแล้วเป็นอย่างไร เศรษฐีคนนั้นต้องไปสิ้นสุดลงที่นรก เพื่อถูกทรมานด้วยไฟที่ไม่มีวันดับ และบรรดาหนอนก็กัดกินร่างกายเขาแต่ไม่ตาย นี่พิสูจน์ว่านรกมีจริง ดังนั้นความตายไม่ใช่การสิ้นสุดของทุกสิ่ง ถ้าท่านถามผมว่านรกกับสวรรค์อยู่ที่ไหน พวกนักดาราศาสตร์ได้สังเกตสถานที่หนึ่งในห้วงอวกาศที่ไม่มีดวงดาวอยู่เลย ซึ่งเป็นสถานที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ในฟ้าสวรรค์ ล้อมรอบด้วยหมู่ดวงดาวมากมาย บริเวณนี้อยู่ทางตอนเหนือ นี่คือสวรรค์ เพราะในพระธรรมอิสยาห์กล่าวว่า พระบัลลังก์ของพระเจ้า “อยู่ด้านทิศเหนือ” แล้วนรกอยู่ที่ไหนล่ะ ทางวิทยาศาสตร์ที่ท่านได้ศึกษามาบอกว่ามีไฟอยู่ตรงใจกลางโลก ไฟที่มีความร้อนมหาศาล เศรษฐีคนนั้นไปที่ไหนล่ะ ไปที่ไฟที่อยู่ภายในใจกลางโลกหรือเปล่า ผมขอบอกว่านรกอยู่ตรงนั้นเอง! ตอนนี้อาจจะมีคนถามว่า “เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นความรัก ทำไมพระองค์จึงทรงลงโทษมนุษย์ในนรกนิรันดร์ล่ะ” ท่านต้องพิจารณาความจริงนี้ให้ถี่ถ้วนว่า พระเจ้าทรงให้โอกาสมนุษย์ที่จะกลับใจ พระองค์จึงทรงส่งพระเยซูซึ่งเป็นพระบุตรสุดที่รักลงมาบอกว่าผู้ไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ ตอนนี้ถ้าท่านปฏิเสธที่จะกลับใจ ท่านจะสามารถทำอะไรต่อไปได้เล่า เมื่อท่านใช้เข็มทิ่มเนื้อ มันจะเกิดความเจ็บปวดขึ้นในเนื้อหนังหรือในวิญญาณล่ะ ให้รู้ไว้ด้วยว่าถ้าไม่มีวิญญาณก็จะไม่มีความรู้สึก ดังนั้น การทิ่มเข็มลงไปในเนื้อหนังต่อไปเพื่อให้เกิดความเจ็บปวดนั้น ก็เป็นการเลือกของท่านเองที่จะทนทุกข์ต่อความเจ็บปวดนั้น การไม่กลับใจจากความบาปก็จะพบกับการลงโทษ พระเจ้าคือพระเจ้าผู้ทรงตัดสินพิพากษาระหว่างความดีและความชั่ว อีกทั้งทรงดำเนินการลงโทษ นี่เป็นการสำแดงความยุติธรรมแห่งความรักของพระองค์ เศรษฐีตกนรกเพื่อรับการทรมานในบึงไฟ ความเจ็บปวดแห่งความกระหายในบึงไฟนรกนั้นไม่อาจทนทานได้ และตอนนี้เขาก็ตระหนักในความผิดของตัวเอง เขาร้องขออับราฮัมให้บอกลาซารัสให้เอาน้ำหนึ่งหยดมาให้เขาเพื่อบรรเทาความกระหายนั้น แต่ก็ไม่อาจมีการสื่อสารระหว่างกันได้ เขาไม่ได้เงยหน้ามองสวรรค์จนกระทั่งตัวเองเดือดร้อนลำบาก แต่มันก็สายเกินไปแล้ว นี่เป็นความลึกลับ นั่นคือหลังจากตายแล้ว สายตาฝ่ายวิญญาณของมนุษย์จะสามารถมองเห็นเหวใหญ่ระหว่างนรกกับสวรรค์ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ขณะยังมีชีวิตอยู่ในโลก เพราะว่าเราไม่สามารถมองเห็นได้ไกลหรือมองเข้าไปในอนาคตได้ ดังนั้น หลายคนจึงกำลังแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลินในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงต้องทนทุกข์ทรมานหลังจากตายแล้ว พี่น้องทั้งหลาย จงตื่นขึ้นเถิด!

ข้อ 24 “เศรษฐีจึงร้องว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น เพราะข้าพเจ้าต้องทุกข์ระทมอยู่ในเปลวไฟนี้’…” ตอนนี้เศรษฐีคนนั้นรู้วิธีที่จะอธิษฐานแล้ว แม้ว่าเขาจะร้องขอให้อับราฮัมบิดาของเขาส่งความช่วยเหลือมาให้เขาผ่านทางลาซารัส แต่ก็เป็นไปไม่ได้เนื่องจากมีเหวใหญ่ตั้งขวางพวกเขาอยู่ เศรษฐีคนนั้นคร่ำครวญและทุกข์ระทม ทั้งๆ ที่เขาอธิษฐานครวญคร่ำเสียงดังด้วยความเศร้าเสียใจ แต่ตอนนี้เขาก็ต้องทนทุกข์กับการลงทัณฑ์ความบาปของเขา

ข้อ 25 “…แต่อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สิ่งที่ดีสำหรับตัว และลาซารัสได้แต่สิ่งเลว เวลานี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าได้รับแต่ความทุกข์ระทม…’” อับราฮัมรักเศรษฐีคนนั้นหรือไม่ ใช่ อับราฮัมรักเขา และพระเจ้าก็รักเขาเช่นกัน พระเจ้าทรงใช้ทุกหนทางที่จะช่วยเศรษฐีคนนั้นให้รอด แต่เขากลับปฏิเสธที่จะกลับใจ ตอนนี้เขาจึงต้องลิ้มรสความขมขื่น พี่น้องที่รัก พระเจ้าได้ทรงใช้ทุกวิถีทางที่จะช่วยท่านให้รอด ถ้าท่านไม่กลับใจ พระองค์ก็ไม่ทรงมีวิธีอื่นที่จะช่วยอีกแล้ว

ข้อ 26 “…‘ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเรากับพวกเจ้าก็มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ทำไม่ได้’…” ไม่มีทางออกเลย! เพราะว่ามีเหวใหญ่กั้นระหว่างท่านกับพระเจ้า แม้ว่าพระเจ้าจะทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงสามารถช่วยท่านได้ เพราะท่านไม่กลับใจขณะที่พระองค์ทรงรอคอยให้ท่านกลับใจ และตอนนี้ท่านก็ต้องทนทุกข์ในสิ่งที่ท่านสมควรได้รับ

ข้อ 27 “เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ถ้าอย่างนั้น บิดาเจ้าข้า ขอท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านบิดาของข้าพเจ้า…’” อา! เศรษฐีคนนั้นแสดงความรักต่อน้องชายทั้งห้าคนของเขา เขาขอร้องให้อับราฮัมส่งลาซารัสไปบอกพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่ามีสวรรค์และนรกจริง เพื่อพวกเขาจะได้กลับใจจากความชั่วร้าย แต่สายเกินไปเสียแล้ว น้องชายทั้งห้าของเขามีคนอื่นๆ ไปบอกแล้ว ไม่มีความจำเป็นสำหรับคนตายที่จะต้องทำอย่างนั้น

ข้อ 28 “‘…เพราะว่าข้าพเจ้ามีน้องชายห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนพวกเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ทรมานแห่งนี้’ แต่อับราฮัมตอบว่า ‘เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’ เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ไม่ได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งจากพวกคนตายไปหาพวกเขา เขาคงจะกลับใจใหม่’ อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้จะมีใครเป็นขึ้นมาจากตาย เขาก็ยังจะไม่เชื่อ’”

อับราฮัมกล่าวว่า พวกเขามีพระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวจนะพระเจ้าของบรรดาผู้เผยพระวจนะบอกพวกเขาอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาไม่เชื่อพระคัมภีร์ ก็ไม่มีทางอื่นเลย ผมก็ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์และนรกมาก่อนเหมือนกัน เพราะถูกทำให้มืดบอดด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาทางโลก สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงสำแดงสวรรค์และนรกให้ผมเห็นเพื่อให้ผมกลับมาหาพระองค์ ถ้าเราเปิดพระธรรมวิวรณ์อ่าน เราจะรู้ว่าสวรรค์เป็นอย่างไร สิ่งที่ผมบอกว่าได้เห็นสวรรค์นั้นคือสิ่งที่พระธรรมเล่มนี้บอกเรา มันเหมือนกันจริงๆ พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสวรรค์ให้เราเห็นเพื่อเราอาจจะเข้าใจว่า จุดที่สวยงามที่สุดในโลกเทียบไม่ได้เลยกับสวรรค์ พระเจ้าได้ทรงสำแดงนรกให้ผมเห็นด้วย ตอนที่ผมอยู่ในโรงพยาบาลบ้านั้น มีคนไข้คนหนึ่งรักษาตัวอยู่ในห้องติดกับห้องผม คนบ้าคนนี้จะร้องไห้และอธิษฐานตอนกลางคืน เขาจะบรรยายความบาปที่เขาได้ทำและกัดลิ้นตัวเอง แต่พอแสงตะวันสาดส่องเขาก็จะหยุด แต่เมื่อยามค่ำมาเยือนเขาก็จะทำอย่างนั้นซ้ำอีก ชายบ้าคนนี้จะเห็นเปลวไฟเผาผลาญอยู่รอบตัวเขา ในตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจสิ่งนี้ ผมถามพระเจ้าและพระองค์ก็ตรัสบอกผมว่า “ในนรกนั้น คนที่ถูกขังอยู่ในนั้นไม่มีสิ่งใดทำนอกจากคิดใคร่ครวญถึงแต่ความเศร้าเสียใจ และยิ่งพวกเขาคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้เท่าใด พวกเขาก็จะทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คนเหล่านั้นที่กลับใจใหม่ก็ไม่ต้องเผชิญกับความบาปต่างๆ เหล่านี้ ด้วยความเศร้าเสียใจที่เพิ่มพูนขึ้นเพื่อจะทรมานพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นการลงโทษพวกเขา ผมมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว ยิ่งผมคิดถึงความบาปที่ผมทำมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกทุกข์ทรมานมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อผมทนไม่ได้อีกต่อไป ผมก็ระลึกได้ว่าตัวเองต้องอธิษฐาน เมื่อผมอธิษฐาน ความเศร้าเสียใจทั้งหมดของผมก็มลายหายไปและสันติสุขก็กลับคืนมา ท่านกลับใจจากความบาปของท่านหรือยัง ถ้ายัง ท่านก็จะไม่มีสันติสุขเลย!

ตอนผมเทศนาอยู่ที่กรุงปักกิ่ง มีหญิงสาวแซ่โจวคนหนึ่งเสียชีวิตตอนอายุสิบห้าปี ตอนแรกเธอป่วยเป็นเวลาสี่เดือนและก็ถูกพาตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลกลาง เมื่อเธอมาฟังผมเทศนา พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในหัวใจเพื่อช่วยจิตวิญญาณของเธอให้รอดก่อนสิ้นใจ หลังจากกลับใจจากบาปแล้ว อาการของเธอก็ทรุดลง ดังนั้นเธอจึงขอให้พี่ชายไปตามศิษยาภิบาลหวัง (หมิง-ต้าว?) มาบัพติศมาให้เธอ เธอได้รับสันติสุขและความชื่นชมยินดีเหลือที่จะพรรณนาหลังการรับบัพติศมา ก่อนเธอจะรับบัพติศมา เธอก็ขอให้ไปตามพ่อของเธอมา เธอบอกเขาว่า “พ่อต้องเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นะคะ” พ่อของเธอตอบว่า “พ่อสูบฝิ่นและก็ทำบาปมามาก พระเจ้าจะต้องการคนบาปอย่างพ่อหรือ” เธอตอบว่า “พระเจ้าเป็นความรัก พระองค์รักคนบาป พระองค์รักพ่อ ถ้าพ่อไม่เชื่อวางใจในพระเจ้า หนูก็จะไม่ได้พบพ่ออีก” พ่อของเธอประทับใจในคำร้องขอของเธอ ดังนั้นเขาจึงคุกเข่าลงสารภาพบาป

ตอนนี้เธอขอร้องให้ไปพาพี่ชายมาหา “พี่ใหญ่คะ พี่ต้องเชื่อในพระจ้าเที่ยงแท้ที่ทรงพระชนม์อยู่นะคะ พระเจ้าเป็นความรัก ถ้าพี่กลับใจและสารภาพบาปต่อพระองค์ พระองค์ก็จะช่วยพี่ให้รอดพ้นจากบึงไฟนรก แต่ถ้าพี่ปฏิเสธที่จะกลับใจและไม่เชื่อพระองค์ น้องก็จะไม่ได้พบพี่อีก” พี่ชายใหญ่ก็รู้สึกประทับใจจนต้องสารภาพบาปและหันมาหาพระเจ้า

เธอเรียกหาบรรดาน้องสาวและน้องชาย และด้วยวิธีการอย่างเดียวกัน พวกเขาก็สารภาพบาปและหันมาเชื่อวางใจในพระเจ้า

เธอทำให้ทั้งครอบครัวได้รับความรอด เธอจึงชื่นชมยินดีเป็นล้นพ้น ในที่สุด เธอก็ขอให้พ่อแม่และทั้งครอบครัวมาอยู่ต่อหน้าเธอ เธอบอกว่า “หนูรู้ว่าหนูกำลังจะตาย ถึงอย่างนั้นหนูก็มีความสุขมาก เพราะหนูกำลังจะไปอยู่ในที่ที่มีความสุข พ่อแม่และน้องๆ ก็จะไปอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน เราจะพบกันอีกและอยู่ที่นั่นตลอดไป ตอนนี้พวกทูตสวรรค์กำลังมาแล้ว พระเยซูก็มาด้วย! หนูกำลังจะกลับบ้านแล้ว อย่าเศร้าโศกหรือร้องไห้เพราะนั่นจะทำให้หนูเสียใจ” เมื่อพูดถึงตอนนี้แล้วเธอก็สิ้นใจขณะรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้า เธอได้ไปอยู่บ้านในสวรรค์แล้ว

พี่น้องที่รัก ขอให้พวกท่านเตรียมพร้อมที่จะกลับบ้านไปอยู่กับพระเจ้าด้วยเช่นกัน

 

*

sagapao

Ich liebe dich

*

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s