Bible and Sciences วิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์ และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

 

 

นายแพทย์ภากร จันทนมัฏฐะ

หลักวิทยาศาสตร์ทั่วไปไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ไบเบิล ยกเว้นทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

 

 

 
 

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีวิวัฒนาการมักจะพูดถึงเรื่องของตัวเชื่อม ห่วงโซ่ที่หายไป (missing link)

หาก วิวัฒนาการถูกต้องจริง เราจะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงทีละนิดๆ ไปเรื่อยๆ จากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่อีกชนิดหนึ่ง เป็น “link” ที่เชื่อมสัตว์ ๒ ชนิดเข้าด้วยกันแต่จนทุกวันนี้เรายังไม่พบตัวเชื่อมดังกล่าวเลย ผู้คนจำนวนหนึ่งยังหวังที่จะพบ “missing link” นี้ ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือของทฤษฎีวิวัฒนาการ

 

ในปี ๑๙๑๒ ชาร์ลส์ ดอว์สัน (Charles Dawson) ได้พบชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์โบราณที่ Piltdown quarry ในประเทศอังกฤษ โดยส่วนหน้าผากเหมือนมนุษย์ในปัจจุบันขณะที่ขากรรไกรยังเป็นลักษณะของเอป (ape) จึงได้ชื่อว่ามนุษย์ Piltdown (Eoanthropus dawsoni) และถูกประกาศว่าเป็น “missing link” ของมนุษย์กับเอป ถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องลวงโลกแห่งศตวรรษเพราะเบื้องหลังเป็นการทำ เทียมขึ้นมาโดยเอากะโหลกหน้าผากมนุษย์ปัจจุบันไปฝังรวมกับขากรรไกรของลิง อีกครั้งหนึ่ง มีการค้นพบมนุษย์มีฟันซึ่งแปลก น่าจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเอปกับมนุษย์ อย่างไรก็ตามกลายเป็นเรื่องโกหกอีกเมื่อพบว่าหลักฐานถูกทำปลอมขึ้นจากฟันของ หมู

 

อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือความเชื่อว่าสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์มีวิวัฒนาการไปเป็นนก เมื่อมีการขุดพบฟอสซิลของ Archaeopteryx ในแคว้นบาวาเรียทางตอนใต้ของเยอรมนี รูปร่างเหมือนสัตว์เลื้อยคลานแต่มีขนแบบนก ในช่วงนั้นเป็นที่โจษจันมากว่าพบการเชื่อมระหว่างนกกับสัตว์เลื้อยคลานแล้ว แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาก็ยังงงว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนปีกเหมือนนก หรือเป็นนกที่บินไม่ได้กันแน่ แต่แล้วในปี ๑๙๙๑ มีการค้นพบ Protoavis texensis ในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา เป็นสัตว์ขนาดนกยูงที่มีลักษณะเหมือนนกยุคใหม่มาก มันบินได้แน่ๆ คือมีกระดูกไหปลาร้าซึ่งสัตว์เลื้อยคลานไม่มี และมีอายุเก่าแก่กว่า Archaeopteryx ถึง ๗๕ ล้านปี (หากใช้วิธีวัดอายุแบบนักนิยมดาร์วินใช้) แสดงว่า Archaeopteryx ไม่มีทางเป็นบรรพบุรุษของนกยุคใหม่ และ Protoavis texensis ยังชี้ให้เห็นว่านกไม่ได้มาจากสัตว์เลื้อยคลาน แต่มันมีชีวิต

อยู่ ในยุคสมัยเดียวกัน หากไปอ่านในไบเบิลจะพบว่าพระเจ้าทรงสร้างนก (รวมถึงสัตว์บินได้เช่นแมลง) และสัตว์เลื้อยคลานขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ลอง ดูอีกกรณีศึกษา นักนิยมดาร์วินเห็นพ้องต้องกันว่า ปลาซีลาคานท์ (Coelacanth) น่าจะเป็นบรรพบุรุษของสัตว์บกทั้งมวล ก่อนจะสูญพันธุ์ไปเมื่อ ๓๕๐ ล้านปีก่อน แต่ซีลาคานท์เป็นปลานักสู้ มันตะกายไปที่ปากแม่น้ำ มีขางอกออกมาขึ้นสู่บกอย่างสมศักดิ์ศรี และให้กำเนิดสัตว์บกรวมถึงมนุษยชาติ การค้นพบฟอสซิลปลาชนิดนี้ นักวิทยาศาสตร์ เชื่อ ว่า ครีบของมันน่าจะแข็งแรงพอให้มันคลานไปมาบนแผ่นดินได้และประกาศว่าพบ ห่วงโซ่ที่หายไป ต่อมาในปี ๑๙๓๘ ชาวประมงลากอวนที่นอกแหลมกู๊ดโฮป พบปลาหน้าตาประหลาดและพบว่ามันคือปลาซีลาคานท์ ซึ่งเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปกว่า ๓๕๐ ล้านปีแล้ว เมื่อศึกษาการดำเนินชีวิตของซีลาคานท์พบว่าปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก ๒๐๐ เมตร เมื่อขึ้นสู่ผิวน้ำมันจะตายเนื่องจากการลดลงของความดัน ซึ่งพิสูจน์ว่ามันขึ้นบกไม่ได้ และมันไม่ได้เดินเกร่ที่ก้นทะเล มันก็ว่ายน้ำเหมือนปลาอื่นๆ นั่นแหละ นอกจากนี้ครีบของมันเมื่อเทียบกับขนาดลำตัวก็ไม่ได้แข็งแรงไปกว่าครีบปลาทอง จนจะสามารถกลายเป็นแขนขาของสัตว์บกได้ ซีลาคานท์จึงไม่อาจเป็นห่วงโซ่เชื่อมปลากับสัตว์บกอย่างที่เข้าใจกัน

 

ที่ สำคัญคือซีลาคานท์ปัจจุบันหน้าตาเหมือนฟอสซิลทุกประการ หมายความว่ารูปร่างหน้าตาของมันไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอด ๓๕๐ ล้านปี ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตต้องมีการผันแปรไป เรื่อยๆ การพบซีลาคานท์ที่มีชีวิตกลับไปสนับสนุนทฤษฎี stability of species คือสิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มที่จะรักษาสปีชีส์ของตนเอาไว้ไม่ผันแปรไป การเจอผึ้งที่อยู่ในแท่งอำพันอายุเป็นแสนปีเทียบกับผึ้งปัจจุบัน พบรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการ ก็สนับสนุนทฤษฎี stability of species และขัดแย้งอย่างรุนแรงกับทฤษฎีวิวัฒนาการ

 

แล้วโลมาหรือวาฬก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีวิวัฒนาการจากที่เคยอยู่บนบก ครีบของมันก็คือมือในอดีต

ถ้า สมมุติว่าเราค่อยๆ ลงไปในน้ำและอยู่ในน้ำ ผมเอาลูกผมลงน้ำ หลานผมลงน้ำ ผมเชื่อว่าเหลนผมจะไม่มีครีบคล้ายโลมา หรือจมูกจะไม่เลื่อนไปอยู่ข้างหลังไว้โผล่หายใจ มันเป็นไปไม่ได้ ความคล้ายกันของสิ่งมีชีวิตอาจสะท้อนถึงผู้สร้างคนเดียวกัน ใช้พิมพ์เขียวใกล้เคียงกันสร้างบางอย่างออกมา ดีเอ็นเอหรือพิมพ์เขียวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีแบบของมัน ต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ไปเป็นครีบแทนที่จะเป็นขา ตรงนี้เป็นห้านิ้วก็เป็นพังผืด สำหรับผมแล้วสิ่งนี้มิได้สะท้อนถึงความบังเอิญ แต่สะท้อนถึงผู้สร้างเป็นคนเดียวกัน

 

พวกที่ไม่เชื่อเรื่องวิวัฒนาการมักมองว่าทฤษฎีวิวัฒนาการสนับสนุนการล่าอาณานิคม

การ ขยายอาณานิคมไปในเอเชีย แอฟริกา รวมทั้งอเมริกา จะต้องมีการเข่นฆ่าเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการฆ่าคนเป็นข้อห้ามในพระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าสอนให้มนุษย์เมตตาต่อผู้ที่ด้อยกว่า หญิงม่าย เด็กกำพร้า คนต่างด้าว และผู้ยากไร้ แต่ทฤษฎีวิวัฒนาการช่วยทำให้การขยายอาณานิคมเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะคนจำนวนหนึ่งถูกทำให้เชื่อว่า ผิวขาวเหนือกว่าผิวดำและผิวเหลือง เผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงกว่าย่อมอยู่รอดได้ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ ในเรื่องนี้ก็ขัดแย้งกับศาสนาคริสต์อย่างรุนแรงครับ เพราะพระเจ้าสั่งให้ปกป้องดูแลผู้ที่อ่อนแอ ที่จริงแล้วทฤษฎีวิวัฒนาการขัดแย้งกับความเชื่อของศาสนาใหญ่ๆ ไม่ว่าศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮีบรู ฮินดู รวมทั้งศาสนาพุทธด้วย

 

หลัก ฐานเรื่องนกฟินช์ที่ดาร์วินพบบนเกาะกาลาปากอสว่ามีถึง ๑๓ พันธุ์ โดยมีลักษณะบางอย่างแตกต่างกันอันทำให้มันเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มันอาศัย อยู่ ซึ่งดาร์วินคิดว่า นี่คือ วิวัฒนาการจนเกิดนกสายพันธุ์ใหม่

คำ ถามที่สำคัญคือ ๑๓ พันธุ์นี้เป็นสปีชีส์ใหม่หรือเป็นสปีชีส์เดิมที่มีการผันแปร เราต้องแยกความสามารถในการปรับตัว (adaptation) กับวิวัฒนาการ (evolution) คนสามารถปรับตัวได้ เช่นคนผิวขาว ถ้าโดนแสงอาทิตย์จัดๆ ผิวก็คล้ำขึ้น นี่ต่างกันมากกับการเกิดสปีชีส์ใหม่

 

ดาร์วินพบว่านกฟินช์บนเกาะ กาลาปากอสมีจะงอยปากยาวกว่านกฟินช์ที่อื่น ทั้งนี้เพื่อใช้เจาะแมลงใต้เปลือกไม้หนาๆ บนเกาะซึ่งแห้งแล้ง นอกจากนี้ท่านพบว่านกฟินช์อีกหลายพันธุ์มีลักษณะพิเศษบางอย่างที่ทำให้มัน เหมาะสมกับถิ่นอาศัย และดาร์วินคิดว่านี่คือการวิวัฒนาการ อย่างไรก็ตาม การศึกษาในระยะเวลาอันยาวนานพบว่า ในปีที่แห้งแล้งจะงอยปากนกฟินช์จะยาว ๑๑ มม. จะไม่สั้นกว่านี้เพื่อมันจะสามารถอยู่รอดได้ แต่ถ้าปีไหนฝนตกหนัก ลูกนกเกิดใหม่จะมีจะงอยปากสั้นลง คือเฉลี่ย ๙ มม. ทั้งที่พ่อแม่ของมันมีจะงอยปากยาว ฉะนั้นการที่บอกว่านกฟินช์จะงอยปากยาวเป็นสปีชีส์ใหม่อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูก ต้องนัก

 

ในปี ๑๙๘๓ โจนาทาน ไวเนอร์ (Jonathan Weiner) บันทึกว่า นกฟินช์ตะบองเพชรบนเกาะ Daphne Major พันธุ์สแกนเดนตัวหนึ่งไปเกี้ยวนกฟินช์ฟอร์ทิสตัวเมียตัวหนึ่ง มันผสมพันธุ์กันเกิดลูกมา ๔ ตัว และลูก ๔ ตัวนี้ให้กำเนิดหลานอีก ๔๖ ตัวเช่นกัน ปีเตอร์และโรสแมรี แกรนต์ (Peter and Rosemary Grant) เข้าไปทำงานบนเกาะนี้กว่า ๑๐ ปี ก็พบการผสมพันธุ์ข้ามกลุ่มให้ลูกนกที่สามารถให้กำเนิดหลานได้

 

เกิดคำ ถามว่า นกฟินช์ ๑๓ สายพันธุ์ที่เกาะกาลาปากอสซึ่งดาร์วินเข้าใจว่ามีวิวัฒนาการจนเกิดเป็นสปีชี ส์ต่างๆ อาจ จะไม่ใช่ก็ได้ เพียงแต่มีลักษณะบางอย่างต่างกัน มันจึงสามารถผสมพันธุ์กันได้และให้กำเนิดลูกหลาน เพราะตามหลักแล้วสัตว์ต่างสปีชีส์ผสมข้ามพันธุ์กัน อย่างม้ากับลาออกมาเป็นล่อ ล่อจะเป็นหมันมีลูกต่อไม่ได้ แต่นกฟินช์ต่างพันธุ์มีลูกที่ให้กำเนิดหลานได้ ดังนั้น การที่ดาร์วินเข้าใจว่านกฟินช์ที่มีรูปร่างและพฤติกรรมที่แตกต่างกันบนเกาะ กาลาปากอสมีการ วิวัฒนาการ จนมีสปีชีส์ที่ต่างกันออกไป อาจ เป็นเรื่องเข้าใจผิด มันยังคงเป็นสปีชีส์เดียวกัน การที่นกฟินช์ ไม่ชอบผสมพันธุ์ข้ามกลุ่ม ต่างกันมากกับ ไม่สามารถ ผสมพันธุ์กันได้ เช่นสุนัขพูเดิลอาจจะไม่ชอบเลือกลาบราดอร์เป็นคู่ แต่มันสามารถผสมพันธุ์และให้ลูกที่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้ เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นสปีชีส์ Canis familiaris เหมือนกัน

 

นัก วิทยาศาสตร์รุ่นหลังซึ่งบันทึกการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนกับการเปลี่ยนแปลง ของจะงอยปากนกฟินช์ที่สั้นยาวได้นั้น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า microevolution หรือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีพ นักวิวัฒนาการเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่าง microevolution นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เป็น macroevolution หรือวิวัฒนาการจนกลายเป็นสปีชีส์ใหม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่เคยพบหลักฐานของ macroevolution และเรื่องนี้ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับทฤษฎี stability of species ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุน

 

แสดงว่าคุณหมอเชื่อในการปรับตัว (microevolution)

เรื่อง การปรับตัวผมเชื่อครับ การที่สัตว์ต่างๆ มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและสิ่ง แวดล้อม ผมกลับมองอีกมุมหนึ่งว่านี่คือการสรรค์สร้างอันยอดเยี่ยมของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตให้มีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก แต่มิได้แปลว่าเราจะสามารถวิวัฒนาการเปลี่ยนไปเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เราก็ยังคงเป็นชนิดเดิม

 

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าในช่วงสั้นๆ ไวรัสบางตัวมีวิวัฒนาการแล้ว

แบคทีเรีย บางชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะ หรือเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ผันแปรตัวเองเพื่อดื้อยาต้านไวรัส เกิดขึ้นได้ครับ แต่หากถามว่ามันได้เปลี่ยนตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ครับ มันยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตเดิม เพียงแต่สร้างสารบางอย่างได้ ตัวอย่างเช่นเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) อาจจะสร้างสารไปทำลายเพนนิซิลลิน (Penicillinase) มันจึงดื้อต่อเพนนิซิลลิน แต่ก็ยังคงเป็นอีโคไลอยู่นั่นเอง มิได้เปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่

 

ไม่เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการ

แล้ว แต่จะเรียกครับ จะเรียกวิวัฒนาการก็ได้ แต่ผมอยากเรียกว่า การปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่เท่านั้น เช่นความสามารถในการผันแปรของไวรัสเอชไอวีสูง แต่มันก็ยังเป็นไวรัสเอชไอวีอยู่นั่นเอง ไม่ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงขึ้น ในเรื่องนี้พอไปอ่านไบเบิลผมรู้สึกประทับใจ เนื่องจากเราคงทราบว่าเชื้อเอดส์มาจากลิงชนิดหนึ่ง แล้วเข้าใจว่าคนไปมีเพศสัมพันธ์กับลิง จากนั้นก็ติดมาถึงคนและแพร่ระบาดจนผู้คนต้องล้มตายมากมาย ไบเบิลได้บันทึกว่า ถ้ามนุษย์มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์เมื่อใด ความวิบัติก็จะมาถึง พระเจ้าห้ามเด็ดขาด ผมตกใจว่าทำไมเรื่องแบบนี้จึงถูกเขียนไว้ในไบเบิลตั้งนานแล้ว

 

 

แสดงว่าคุณหมอไม่เชื่อเรื่องการคัดเลือกของธรรมชาติ

ผม เชื่อว่าธรรมชาติมีการคัดเลือก ตัว ที่แข็งแรง แต่ไม่ใช่ เผ่าพันธุ์ ที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าเราเชื่อแบบนั้นจนหมดก็น่าคิดเหมือนกัน อาทิเราเป็นหมอ เราเห็นเด็กคนหนึ่งเกิดมาอ่อนแอ เราควรรักษาเขาหรือไม่ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มีคนเสนอความคิดนี้ออกมาว่า หากเราพยายามรักษาเด็กที่มียีนด้อย ถ้าเขาโตขึ้นเขาจะแพร่ยีนด้อยให้แก่ลูกหลาน และเผ่าพันธุ์มนุษย์จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ ดังนั้นควรปล่อยให้ทารกที่อ่อนแอตายไปเสีย ถ้าเราเชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการแล้วเราทำตาม ก็ไม่ต้องรักษา ปล่อยให้เสียชีวิตไป แต่ในความเป็นจริงเราคงทำไม่ได้ บางทีเราต้องยอมรับว่าสัตว์ตัวที่เกิดมาอ่อนแอ พ่อแม่อาจจะทิ้งให้ตายก็ตาม หากนั่นเป็นสัตว์ เขามีกลไกของเขา แต่มนุษย์แตกต่างออกไปมาก ผมเองเชื่อว่า ชีวิตเป็น ของขวัญ จากพระเจ้า ไม่มีผู้ใดสร้างชีวิตได้ เด็กๆ ทุกคนเกิดมา ไม่ว่าเขาจะแข็งแรงหรืออ่อนแอ ไม่ว่าเขาจะเกิดมาด้วยความตั้งใจของผู้เป็นพ่อแม่หรือไม่ก็ตาม ล้วนมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

 

มีคนจำนวนหนึ่งบอกว่า คนกับลิงมีดีเอ็นเอใกล้เคียงกันมาก ผมเองยอมรับว่าเป็นอย่างนั้น คนกับลิงชิมแปนซีมีดีเอ็นเอต่างกัน ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ซ้ำกัน แต่ต้องไม่ลืมว่านั่นคือ ๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนดีเอ็นเอ ๓,๐๐๐ ล้านตำแหน่ง มันหมายถึง ๑๕๐ ล้านตำแหน่งที่ต่างกัน ซึ่งบังเอิญยากครับ สมมุติมีคนบอกว่า เด็กคนหนึ่งทำข้อสอบที่มีตัวเลือก ๔ ตัวเลือก ถูกหมดทั้ง ๑๕๐ ล้านข้อโดยอาศัยการเดาสุ่ม คงไม่มีผู้ใดเชื่อใช่ไหมครับ

 

 
 
 
 
 
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to Bible and Sciences วิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์ และ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

  1. Wanatchada says:

    โกรธเหมือนกันนะเนี๊ยะ ถ้ามีคนมาบอกว่าบรรพบุรุษของเราเป็นลิงมาก่อน 5555….ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ยืนยันว่า พระองค์สร้างเราเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ทฤษฎีนี้เลยเป็นไปไม่ได้สำหรับคริสเตียน ^^จริงๆแล้ววิทยาศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่พยายามจะอธิบายสิ่งต่างๆโดยการหาการทดลองการปฏิบัติมาเป็นตัวยืนยัน แต่วิทยาศาสตร์ก็ตอบคำถามไม่ได้ทั้งหมด และอธิบายไม่ได้ทุกอย่างอยู่ดี เพราะมีอีกหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้ เช่น ความเมตตา ความรัก ความหลง ความโกรธ ความสำนึกผิด ที่เกิดในจิตใจ ซึ่งในพระเจ้าอธิบายได้หมด ไม่ว่าศาสตร์ไหนก็ตาม ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s