We are the chosen GENTILES!!!

ในยุคพระคัมภีร์เดิมนั้นผู้หญิงที่สยายผมต่อหน้าผู้คนนั้นน่าอับอาย ไม่ต่างอะไรกับโสเภณี หญิงทั่วไปจะหาผ้าคลุมผมมิดชิด แต่หญิงที่ต้องการเสนอสนองตัณหาชายจึงปล่อยผมเป็นการเชื้อเชิญลูกค้าของนาง โสเภณีที่อยู่บนวิหารเมืองโครินธ์ ตกเย็นเธอก็จะปล่อยผม และลงมาจากวิหารเพื่อลงมาหาแขกในเมือง หากหญิงใดทำเช่นนี้ ก็จะถูกเหมาว่าเป็นพวกเดียวกัน เปาโลจึงเตือนหญิงคริสเตียนชาวเมืองนี้ ให้แต่งตัวให้ถูกกาละเทศะ ดังนั้นในยุคนั้น เมื่อมีหญิงที่เทน้ำหอมและเอาผมของนางเช็ดเท้าพระเยซู จึงไม่แปลกที่ทำให้ผู้ชายที่อยู่ในห้องนั้นต้องตกตลึง และนึกตำหนิทั้งผู้หญิงยอมลดตัวลงทำสิ่งที่ไม่มีหญิงที่สติดีๆ คนไหนทำกัน และคนที่พวกเขาตำหนิมากกว่าหญิงนี้คือรับบีหนุ่มชาวกาลิลีที่ยอมให้หญิงคนนี้ทำการนี้ต่อพระองค์ ทั้งๆ ที่พระเยซูเป็นถึงอาจารย์ผู้รู้ธรรมบัญญัติของชาวยิวดี แต่ท่านโดนครหาว่าทำไมท่านจึงกล้าคิดนอกกรอบได้ขนาดนี้ แทนที่พระเยซูจะขับไล่หญิงที่ทำผิดธรรมเนียมยิวไปเสียให้พ้นหน้า แต่พระองค์กลับชมเชยนางต่อหน้าผู้ลากมากดีทั้งหลายว่า…ที่ไหนๆทั่วโลกซึ่งข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไป การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่นั่นด้วย

 

“มารีย์ชาวบ้านเบธานีชโลมพระเยซูต่อหน้าคนทั้งหลาย

Mt 26:6 ในคราวที่พระเยซูทรงประทับอยู่หมู่บ้านเบธานีในเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน

Mary of Bethany Anoints Jesus Publicly (Mark 14:3-9; John 12:1-8)
26:6 Now when Jesus was inBethany, in the house of Simon the leper,

 

26:7 ขณะเมื่อพระองค์ทรงเอนพระกายลงเสวยอยู่ มีหญิงผู้หนึ่งถือผอบน้ำมันหอมราคาแพงมากมาเฝ้าพระองค์ แล้วเทน้ำมันนั้นบนพระเศียรของพระองค์

26:7 There came unto him a woman having an alabaster box of very precious ointment, and poured it on his head, as he sat at meat.

 

26:8 พวกสาวกของพระองค์เมื่อเห็นก็ไม่พอใจ จึงว่า “เหตุใดจึงทำให้ของนี้เสียเปล่า

26:8 But when his disciples saw it, they had indignation, saying, To what purpose is this waste?

 

26:9 ด้วยน้ำมันนี้ถ้าขายก็ได้เงินมาก แล้วจะแจกให้คนจนก็ได้”

26:9 For this ointment might have been sold for much, and given to the poor.

 

26:10 เมื่อพระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า “กวนใจหญิงนี้ทำไม เธอได้กระทำการดีแก่เรา

26:10 When Jesus understood it, he said unto them, Why trouble ye the woman? for she hath wrought a good work upon me.

 

26:11 ด้วยว่าคนยากจนมีอยู่กับท่านเสมอ แต่เราไม่อยู่กับท่านเสมอไป

26:11 For ye have the poor always with you; but me ye have not always.

 

26:12 ซึ่งหญิงนี้ได้เทน้ำมันหอมบนกายเรา เธอกระทำเพื่อการศพของเรา

26:12 For in that she hath poured this ointment on my body, she did it for my burial.

 

26:13 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ที่ไหนๆทั่วโลกซึ่งข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไป การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่นั่นด้วย”

26:13 Verily I say unto you, Wheresoever this gospel shall be preached in the whole world, there shall also this, that this woman hath done, be told for a memorial of her.

 

ในยุคกิจการสาวกของพระเยซูถูกตั้งฉายาว่า “พวกคว่ำโลก” หรือพวกแหกคอกก็ว่าได้ จริงๆ แล้วน่าจะเรียกคริสเตียนกลุ่มนี้ว่า “พวกหงายโลก” จะถูกกว่า เพราะผู้บุกเบิกคริสตจักรกลุ่มนี้ที่ทำให้โลกนี้ออกจากความมืดมาสู่ความสว่างของพระเยซู เขาพากันทำในสิ่งที่คนยิวผู้เคร่งศาสนาไม่ทำกัน แต่เขาทำในสิ่งที่พระเยซูทำมาก่อนแล้ว เปโตร เปาโล และสาวกก็คนอื่นๆ ก็ทำตาม คือการอยู่ไต้ชายคาและร่วมสำรับกับคนต่างชาติ การอยู่ที่บ้านคนฟอกหนังที่ถือว่ามีมลทินเพราะแตะต้องสัตว์ที่ตายแล้ว การถูกตัวหญิงตกเลือด สมัยพระเยซู เราๆ ท่านๆ ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นยิวก็คือคนต่างชาติทั้งหมด หากคนยิวมาคบหาสมาคม ถูกต้องตัว หรือเข้ามาในบ้านคนต่างชาติก็จะถือว่าเป็นมลทินทันที

แรกๆ ผู้เชื่อในยุคแรกยังเข้าไปประกาศในธรรมศาลาของชาวยิวได้ แต่มีกลุ่มที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ จึงขับไล่ผู้เชื่อออกไป จนเกิดคริสตจักรตามบ้านขึ้น และเติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วสามทวีปคือ เอเชีย ยุโป และอาฟริกาตั้งแต่ร้อยปีแรก ขอบคุณพระเยซูที่เคาะที่หัวใจคนต่างชาติอย่างเรา และเสนอความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเรา ไม่เพียงแต่อยากให้เราร่วมโต้ะเสวยกับพระองค์เท่านั้น แต่ทรงปรารถนาที่จะมาอยู่ในห้องหัวใจทั้งสี่ของเราด้วย แม้สมัยนี้ ชาวยิวยึดประเพณีที่จะแต่งกายรัดกุมไม่ให้แม้แต่ชายเสื้อไปโดนตัวคนต่างชาติ เพราะทำให้เขาต้องยุ่งยากกลับไปชำระตัวตามประเพณี ชาวยิวถือว่าคนเลี้ยงแกะเป็นพวกมีมลทิน เป็นคนชั้นต่ำ แต่นี่คือคนกลุ่มแรกที่ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าเฝ้าพระเยซู

และพระเยซูทรงเจตนาคุยกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ ซึ่งไม่มีรับบีคนใดทำเช่นเดียวกัน จริงๆ แล้วคนต่างชาติอยู่ในหัวใจและแผนการของพระเจ้ามาตั้งแต่ปฐมกาล วันที่พระเจ้าเรียกอับราฮัมไปดูดาวที่เต็มท้องฟ้านั้นทรงนับเรา ทั้งยิวและคนต่างชาติเป็นลูกหลานของอับราฮัมด้วย แม้แต่พระมหาบัญชาก็รวมเอาคนต่างชาติที่อยู่สุดปลายแผ่นดินโลกเข้ามาด้วย แม้เปาโลก็ถูกบัญชาให้ไปหาเรา ผู้ที่ถือว่าเป็น gentiles/pagans พระคุณของพระเจ้าที่มีต่อคนต่างชาติที่เต็มไปด้วยคนบาปอย่างเราๆ มีมากมายเหลือเกิน คนที่เรารักอาจหลงลืมเรา แต่พระเจ้ามีเราในหัวใจตั้งแต่ก่อนสร้างโลก

แม้แต่โจรห้าร้อยที่กลับใจในวินาทีสุดท้าย พระเยซูยังลืมความเจ็บปวดสาหัสของคนใกล้ตายนำเขากลับสวรรค์ด้วย ยิ่งหากคุณอยู่ในคริสตจักร เป็นคริสเตียนมานาน คุณยิ่งเห็นความจริงข้อหนึ่งว่าในบรรดาคนที่มาคริสตจักรล้วนเป็นคนบาปทั้งนั้น เพราะคนที่เขาคิดว่าตนเป็นคนดีแล้ว ไม่มาคริสตจักรหรอก บรรดาผู้ที่คิดว่าตนอยู่ในศีลในธรรมจะพากันไปที่อื่นกันหมด

มีคริสตจักรหนึ่งให้สมาชิกที่ดูน่านับถือมาถือป้ายใหญ่ๆ แล้วเดินบนเวที ซึ่งทำให้คนในห้องนั้นอ้าปากค้าง เพราะอดีตของพวกเขาคือ คนเล่นชู้ ทำแท้ง ฆ่าคน ติดภาพโป้ โกหก โกงเงินบริษัท พี่น้องที่พระนิเวศ มีสักคนมั้ยที่เกิดมาไม่เคยทำบาปเลยให้ไปรับทองฟรีที่ศบ โดยไม่ต้องรอคริสต์มาสแจกทอง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่แม้แต่คนเทศนาเองก็ไม่เห็นจะเหมือนกับทูตสวรรค์ซักเท่าไหร่ เผลอๆ ก็ยังมีคลิปหลุดตอนโมโหได้ และยังต้องกลับใจใหม่ทุกวัน พี่น้องไม่ต้องแปลกใจที่ในคริสตจักรเราเดินไปเดินมาก็ยังสะดุดกันเอง ยิ่งคริสเตียนรุ่นแอนติคยิ่งสะดุดกันดีนัก เชื่อหรือไม่ว่ายิ่งรับใช้พระเจ้ามากยิ่งได้แผลเยอะ แต่คนที่เก็บตะลันต์ไปฝังดินเท่านั้นจึงจะไม่ต้องบาดเจ็บจากการทำงาน แต่ชีวิตเขาขาดรางวัล เหมือนคนที่รอดจากไฟ มาได้แต่ตัว พี่น้องอยากได้รางวัลมากๆ หรือรอดแต่ตัว

 

อยย่าลืมว่าพระคำบอกว่าให้เราเน้นไปที่

 

จงรักกัน (โรม 13:18, 1 ธส 3:12; 4:9, 2 ธส 1:3, ฮบ 10:24,

1 ปต 1:22, 1 ยอห์น 3:11, 23; 4:17, 11, 12; 2 ยอห์น 5)

จงเป็นอวัยวะแก่กัน (โรม 12:5)

จงทุ่มเทให้กันและกัน (โรม 12:10a)    

จงให้เกียรติกันและกัน (โรม 12:10b)

จงมีใจเดียวกัน (โรม 12:16; 15:5)

จงเสริมสร้างกันและกัน (โรม 14:19)

จงยอมรับกันและกัน (โรม 15:7)

จงเตือนสติกันและกัน (โรม 15:14)

จงทักทายกันและกัน (โรม 16:16, 1 คธ 16:20, 2 คธ 13:12, 1 ธส 5:26, 1 ปต 5:14)

จงรอคอยกันและกัน (1 คธ 11:33)

จงใส่ใจกันและกัน (1 คธ 12:25)

จงรับใช้กันและกัน (กท 5:13)

จงแบกภาระกันและกัน (กท 6:2)

จงมีใจอดทนต่อกันและกัน (อฟ 4:2 คส 3:13)

จงมีใจอ่อนโยนแก่กันและกัน (อฟ 4:32)

จงยินยอมให้กันและกัน (อฟ 5:21, 1 ปต 5:5)

จงยกย่องกันและกัน (ฟป 2:3)

จงหนุนใจกันและกัน (1 ธส 4:18, 5:11, 14)

จงสารภาพบาปต่อกันและกัน (ยก 5:16a)

จงอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน (ยก 5:16b)

จงมีใจเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน (1 ปต 4:9)

จงมีสามัคคีธรรมต่อกันและกัน (1 ยอห์น 1:7)

 

                มีสิ่งหนึ่งจากข้อพระคำในสองรายการดังกล่าวที่ชัดเจนมาก คริสตจักรที่สำแดง “ผลแห่งพระวิญญาณ” ปฏิบัติตามคำสั่งให้ทำ “เพื่อกันและกัน” ที่เสริมสร้างพระกายพระคริสต์ ซึ่งนำไปสู่ใจดวงเดียวกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน คริสตจักรที่สำแดง “การกระทำตามธรรมชาติบาป” คือเนื้อหนัง และทำ “ต่อกันและกัน” ซึ่งเป็นคริสตจักรฝ่ายโลก และก่อความแตกแยก จากตัวอย่างพระคัมภีร์ใหม่ (1 คธ 3:1-4) เปาโลกล่าวถึงผู้เชื่อที่โครินธ์ทำตัวเหมือนคนไม่เชื่อมากกว่าเหมือนคริสเตียน ผู้เชื่อทุกคนต้อง “มีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ” และ“ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท 5:25) ซึ่งจะสำเร็จได้เมื่อเสริมสร้างพระกายพระคริสต์ (อฟ 4:16) แทนการทำลายจนย่อยยับ (กท 5:15)

แต่คริสเตียนต้องฉลาดมากๆ และซื่อเยอะๆ จึงจะเป็นคริสเตียนตราช้างที่คงทนถาวร ไม่หลงหายไปง่ายๆ เพราะอาการสะดุดพี่น้อง ซึ่งมีตั้งแต่พวกโจรหลักห้าร้อยไปถึงหลักล้าน แต่เราต้องตั้งมั่นที่จะช่วยฉุดเขาออกมาจากวังวนความบาปและห้ามนินทาเด็ดขาด มีคริสตจักรใหญ่แห่งหนึ่งให้สมาชิกสัญญาเลยว่าจะไม่นินทา มีอะไรก็ไปชำระกันต่อหน้าเลย

ที่ไหนมีมนุษย์ที่นั่นมีปัญหา คุณเคยเห็นสัตว์ซักตัวมั้ยที่โดดให้รถทับเพื่อฆ่าตัวตายหนีปัญหา แม้แต่ก่อนพระเยซูจะถูกตรึงสาวกยังทะเลาะแย่งตำแหน่งกันอยู่ แต่เมื่อพระวิญญาณลงมาในวันเพ็นตาคอส สาวกจึงเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือในทันที ดังนั้น เราจึงต้องแยกแยะ “ความต้องการของเนื้อหนัง” และ “ผลของพระวิญญาณ” เปาโลพูดว่าผลของสองอย่างนี้ขัดแย้งกัน (5:17) ความต้องการของเนื้อหนังเห็นชัดใน “การล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียง การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ” (กาลาเทีย 5:19-21)

 

                ประโยคที่ปรากฏหลายครั้งในจดหมายฝากเตือนคริสเตียนอย่า

                เร่าร้อนด้วยไฟราคะที่มีต่อกัน (โรม 1:27)

                ตัดสินกัน (โรม 14:13)

                ไม่อยู่ร่วมกัน (1 คธ 7:5)

                กัดกัน (กท 5:15a)

                กินเนื้อกัน (กท 5:15b)

                ย่อยยับไปตามกัน (กท 5:15c)

                ยั่วโทสะกัน (กท 5:26a)

                อิจฉากัน (กท 5:15b)

                โกหกกัน (คส 3:9)

                รังเกียจกัน (ทต 3:3)

                ใส่ร้ายกัน (ยากอบ 4:11)

บ่นว่ากัน (ยากอบ 5:9)

หากเราอยากเป็นคริสเตียนที่ฉลาดให้ขยันอ่านพระคัมภีร์เหมือนชาวเบโรอา อย่าเป็นเหมือนชาวเธสะโลนิกาหรือโครินธ์ เพราะนี่คือวิธีที่พระเจ้าปกป้องท่านให้พ้นจากฝูงหมาป่าที่แอบเข้ามาทำดีให้คริสเตียนดีๆ ซื่อๆ หลงไปมากมาย อดีตเราอาจไม่ต่างจากโจรบนกางเขน แต่ปัจจุบันขอให้เราลดจากห้าร้อยเหลือสองสลึงพอ เพราะว่าคนที่ได้รับการไถ่นั้นจะได้รับผลของพระวิญญาณมากขึ้นทุกวันๆ จนเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ยิ่งขึ้น พี่น้องเคยสะดุดกันเดือนละครั้ง ก็ขอให้เหลือซักปีละครั้งพอ และให้กล้าพูดความจริงต่อกันด้วยความรัก

เราคือบุตรบุญธรรมที่พระเยซูทรงซื้อเข้ามาสู่แผ่นดินสวรรค์ด้วยพระโลหิตที่แสนแพง พระองค์ไม่ได้เรียกเราว่ามีมลทิน แต่เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วผ่านค่าไถ่ที่ทรงจ่ายให้เราบนกางเขน แม้เราแต่ละคนยังไม่ดีพร้อม แต่ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะตัดสินกัน อย่าคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น แบ่งพรรค แบ่งพวก พวกโลโซ ไฮโซ จงปล่อยให้พระเจ้าเป็นผู้กำหนดคำตัดสิน ตอนจบยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งสรุป หน้าที่เราคือพยุงกันและกันเข้าสู่เส้นชัยที่พระเจ้าเรียกเราให้ไปรับรางวัลมงกุฏที่ไม่ร่วงโรย

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s