เทศนา สร้างกันต่อไป

เอสรา 4-6

โดย ศจ.ดร.ศึกษา เทพอารีย์

เหตุการณ์ในพระธรรมเอสรานี้เป็นการอพยพกลับจากอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งประกอบด้วย 3 เหตุการณ์ คือ

1. การกลับของเชลยตามบัญชาของจักรพรรดิแห่งเปอร์เซีย 3 รอบใหญ่ๆ ( Zerubbabel-Temple/EZRA-people/Nehamiah-Wall )
2. การบูรณะพระวิหารและการถวายพระวิหารแด่พระเจ้า—อุปสรรค / ศัตรู / พวกเดียวกัน / ระบบราชการ (ผู้มีอำนาจ)
3. การกลับมาของเอสราผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ (คนของพระเจ้า / ประชาชน / ผู้นำ ผู้เชียวชาญทุกระดับ)

3.2 การกลับ มาของเอสราผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ การกลับสู่มาตุภูมิรุ่นที่สองของเอสรา นำการฟื้นฟูระบบการนมัสการเพราะเหตุที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรม บัญญัติ คำว่า “ครู” (โซเฟร์) มีความหมายกว้าง ซึ่งหมายถึงผู้เก็บบันทึก ผู้คัดลอกพระคัมภีร์ หรือพวกอาลักษณ์ ซึ่งในสมัยต่อมาเรียกว่า “ธรรมาจารย์” เป็นผู้ชำนาญทางด้านพระบัญญัติ บทที่ 7:7-10 บันทึกว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอันประเสริฐอยู่กับเอสรา เพราะท่านตั้งใจที่จะศึกษาพระธรรม พระวจนะของพระเจ้า กระทำตาม และสอนกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ซึ่งถือเป็นกฎแห่งความสำเร็จที่ท่านได้ตั้งใจ มุ่งมั่นปรารถนา อันเกิดจากใจที่เร่าร้อน เห็นได้ว่า คริสตจักรดำเนินไปด้วยหลักการและกฎเกณฑ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งเป็นภารกิจหลักในการสื่อสารน้ำพระทัย พระประสงค์ของพระเจ้า นอกเหนือจากโครงสร้างภายนอกซึ่งเป็นตัวอาคาร แต่เรายังมีโครงสร้างภายใน (software) ก็คือการนมัสการพระเจ้า และความหมายของการนมัสการพระเจ้า คือการทำสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยนั่นเอง

3491_447606181963760_60311948_n

เอสราเป็นเชื้อสายอาโรน มหาปุโรหิต ท่านเป็นธรรมจารย์ชำนาญในเรื่องธรรมบัญญัติของโมเสส ท่านได้รับการรับรองจากพระราชาเปอร์เซียด้วย อารทาเซอร์ซีส พระราชาแห่งเปอร์เซียอนุญาตให้เอสรานำคนอิสราเอลกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ยิ่งกว่านั้น ข้อ 6 ตอนท้ายได้บอกว่า “พระราชาประทานทุกอย่างที่ท่านทูลขอ” เอสราเป็นเชลย แต่ได้ขอจากพระราชา พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “เพราะว่าพระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน” การที่เอสรานำคนอิสราเอลเดินทางกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มมีระยะทางก็ไกลมาก ประมาณ 840 กิโลเมตร จากข้อ 9 บอกว่า ใช้เวลาในการเดินทางจากบาบิโลนถึงเยรูซาเล็มห้าเดือน อาหารการกิน น้ำดื่มก็เป็นเรื่องใหญ่ อากาศก็เป็นอุปสรรค ยิ่งกว่านั้น คนที่ขัดขวางการเดินทางก็มีมากมายด้วย แต่พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการเดินทาง พระคัมภีร์บอกอีกครั้งหนึ่งว่า “เพราะว่าพระหัตถ์ประเสริฐของพระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน”

ในข้อ10 ก็บอกว่า “เพราะเอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า และกระทำตามและสอนกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ในอิสราเอล” เพราะ เอสรามีใจที่รักพระวจนะของพระเจ้าเช่นนี้ พระเจ้าจึงทรงสถิตอยู่กับท่าน ใช้ชีวิตของท่านในพระราชกิจของพระองค์ และให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ การที่รักพระวจนะของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคริสเตียนทุกคน ทำอย่างไร เราจึงรักพระวจนะของพระเจ้าได้

1. ควรตั้งใจศึกษาพระวจนะของพระเจ้า (10ก)

“เพราะเอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า…” คนที่รักพระวจนะของพระเจ้าจำเป็นต้องตั้งใจที่จะศึกษาพระคัมภีร์ เพราะพระคัมภีร์เล่มนี้เป็นพระวจนะของพระเจ้า เปโตรได้กล่าวว่า “เพราะ ว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา” (2ปต. 1.21)
ถ้าจะศึกษาพระคัมภีร์ ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องอ่านพระคัมภีร์ทุกๆ วันเป็นประจำ พระเยซูเองทรงมีนิสัยในการอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำ(ลก.4.16) การอ่านเป็นขั้นตอนแรกในการทำความเข้าใจ
พระคัมภีร์บางส่วนนั้น เราสามารถเข้าใจได้เมื่อเราอ่านและฟัง แต่บางส่วนก็ไม่เข้าใจได้โดยการอ่านและฟังเท่านั้น จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจดีขึ้น ดาวิดพยายามที่จะเข้าใจพระคำแต่เช้ามืด (สดด.11.147-48) คนที่ศึกษาพระคัมภีร์ตามลำดับตั้งแต่พื้นฐานก็มีความเชื่อมั่นคง ไม่หวั่นไหว เพราะได้วางรากลงในพระวจนะของพระเจ้า
เมื่อโรมปกครองอิสราเอล รัฐบาลโรมห้ามศึกษาพระคัมภีร์อย่างเด็ดขาด ถ้าใครศึกษาพระคัมภีร์และถูกจับ จะต้องโทษถึงประหารชีวิต แต่มีรับบีอาคีบายังคงศึกษาธรรมบัญญัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสอนธรรมบัญญัติให้แก่คนอื่นด้วย มีคนมาถามว่า “ไม่กลัวหรือ” รับบีอาคีบาเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง มีสุนัขจิ้งจอกหิวโซ กำลังเดินอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่ง มันสังเกตดูในน้ำเห็นว่า ปลาทั้งฝูงกำลังว่ายวนไปทางโน้นทางนี้ มันถามปลาว่า… ทำไมปลาตอบว่า เพราะชาว ประมงที่กำลังถืออวนอยู่จ้องที่จะทอดอวนเพื่อจะจับพวกเรา สุนัขจิ้งจอกบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น จะขึ้นบนฝั่งมั้ย ฉันจะแนะนำสถานที่ที่ปลอดภัย ที่ไม่มีชาวประมงเลย” สุนัขจิ้งจอกพูดโดยหวังว่า ปลาเหล่านี้จะเป็นอาหารมื้อเย็นอันโอชะ เมื่อปลาได้ยินเช่นนั้นแล้วได้บอกว่า “สุนัขจิ้งจอกโง่เอ๋ย เธอคิดว่าสำหรับเรามีที่อื่นใดที่ปลอดภัยกว่าใต้น้ำนี่หรือ” แล้ว รับบีอาคีบาพูดต่อไปว่า ถึงแม้ว่าบางครั้งที่ใต้น้ำมีอันตรายสำหรับปลา แต่ไม่มีที่ไหนดีกว่าน้ำสำหรับปลาฉันใด เราหยุดการศึกษาไม่ได้แม้ต้องตายฉันนั้น

2. ควรตั้งใจที่จะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า (10ข)

“…เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะกระทำตาม …”
เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์โดยการอ่าน ฟังและค้นคว้า เราก็เข้าใจพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น และสะสมความรู้ในด้านพระคัมภีร์ไว้ในสมอง แต่ความรู้ในสมองไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็นเหมือนพระเยซูได้ พระวจนะของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตาย และทรง
พลา นุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮบ.4.12)

3. ควรตั้งใจที่จะสอนพระวจนะของพระเจ้า (10ค)

“… เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะสอนกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ในอิสราเอล”
เมื่อเอสรากลับมาถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ก็เห็นคนอิสราเอลกลุ่มหนึ่งที่ได้กลับมาก่อนหน้านั้น แต่พวกเขาเจอปัญหามากมายทั้งภายในและภายนอก ทำให้เขาอ่อนกำลัง ความกระตือรือร้นที่จะสร้างพระวิหารของพระเจ้าก็เย็นลงแล้วหยุดการสร้างพระวิหาร ความเชื่อของพวกเขาก็ไม่เข้มแข็ง เอสราก็คิดหนัก ในที่สุดเข้าใจว่า มีทางเดียวที่จะฟื้นฟูจิตใจของคนเหล่านั้นได้ คือโดยพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น เพราะเหตุนี้ เอสราได้ตั้งใจที่จะสอนธรรมบัญญัติให้แก่คนเหล่านั้น
พระเจ้าได้ทรงบัญชาคนอิสราเอลว่า “จงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น”(ฉธบ.6.7) พระเยซูก็ได้ทรงบัญชาสาวกของพระองค์ว่า “สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าสิ้นยุค” (มธ.28.20) เปาโลก็บัญชาทิโมธีว่า “จงมอบคำสอนเหล่านั้น ซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายคน ไว้กับคนที่ซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย” (2ทธ.2.2)
ให้เรารักพระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น พระองค์จะสถิตอยู่กับคนที่รักพระวจนะของพระองค์ ทรงใช้เขา อวยพรเขาให้เขาประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและในการรับใช้พระเจ้าเหมือนเอสรา วิธีการรักพระวจนะของพระเจ้านั้น คือตั้งใจศึกษาพระวจนะของพระเจ้า ตั้งใจที่จะกระทำตาม และตั้งใจที่จะสอนคนอื่น
สรุป บทเรียนที่เราได้รับคือ

1. พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพระองค์ในทุกๆแผนการ โครงการ ทุกๆด้านของชีวิตเรา

2. งานของพระเจ้าจะสำเร็จด้วยวิธีของพระองค์ พระเจ้าทรงทำงานในใจของจักรพรรดิ์เปอร์เซีย คนยิว ผู้นำ

3. ศัตรูจะมีอิทธิพลขัดขวางงานของพระเจ้าได้ แต่เราต้องยืนหยัดต่อสู้ พระเจ้าใช้อำนาจทางโลกมาตีสอนประชากรของพระองค์ ในทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ทรงใช้อำนาจทางโลกนั้นเป็นเครื่องมือกอบกู้ประชากรของพระองค์ได้

4. การสำนึกผิดจะนำมาซึ่งความช่วยเหลือของพระเจ้าต่อไป การตีสอนของพระเจ้าทำให้ประชาชนบริสุทธิ์นำการฟื้นฟูกลับมาสู่ชนชาติ
คริสตจักรคือพระวรกายของพระเยซูคริสต์เจ้า ทั้งในแง่กายภาพและจิตวิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยคนเป็นหลักคริสตจักรในยุคแรก เมื่อพระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้ว อาจแตกต่างจากคริสตจักรในยุคปัจจุบัน ซึ่งสาวกในสมัยแรกไม่มีโอกาสเห็นอาคารคริสตจักรใหญ่โต เขานัดพบกันในที่ลับ หรือกลุ่มเล็กๆ ตามบ้าน แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาสาระแก่นสารแห่งการเป็นพระกาย คือการนมัสการ ศึกษาพระวจนะ สามัคคีธรรม ประกาศ ซึ่งเป็น สี่พันธกิจหลักของคริสตจักร หากคริสตจักรใดในปัจจุบันมีสี่อย่างนั้น คริสตจักรเหล่านั้นก็สามารถดำรงไว้ตราบนานเท่านาน

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s