Salt_in_the_Bible

“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ” (มัทธิว 5:13)

คำว่า “เกลือ” เป็นคำที่มีความหมายมาก ไม่ทราบว่าพี่น้องเคยได้ยินคำว่า “พันธสัญญาเกลือ” หรือไม่?

หลายคนมักจะอ้างพระคำของพระเจ้า บอกว่าจะต้องทำสิ่งนั้น ทำสิ่งนี้ เน้นพระวจนะคำของพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วเขาไม่ทราบพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมด ไม่รับเอาสิ่งที่พระคัมภีร์สอน ทั้ง ๆ ที่พระคำภีร์ก็เล่มเดียวกัน ดังเช่น ฟาริสี ที่ตั้งใจจับผิดพระเยซูคริสต์ ดูว่าพระเยซูคริสต์จะทรงรักษาคนง่อยในวันสะบาโตหรือไม่ พวกเรารู้ว่าวันสะบาโตจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ และห้ามทำอะไรบ้าง แต่เขากลับปฏิเสธส่วนของพระวจนะ ที่ให้เราเมตตา ให้เราช่วยเหลือมนุษย์ รักเพื่อนมนุษย์

“ไม่ควรหรือที่ท่านทั้งหลายจะรู้ว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลพระราชทาน ตำแหน่งพระราชาเหนืออิสราเอลเป็นนิตย์แก่ดาวิด และบุตรหลานของพระองค์โดยพันธสัญญาเกลือ” (2พงศาวดาร 13:5)

“บรรดาเครื่องบูชาบริสุทธิ์ที่คนอิสราเอลมอบถวายแด่ พระเจ้า เราให้แก่เจ้าและแก่บุตรชายหญิงซึ่งอยู่กับเจ้า เป็นส่วนแบ่งถาวร เป็นพันธสัญญาเกลือเป็นนิตย์แด่พระเจ้าสำหรับเจ้า และเผ่าพันธุ์ของเจ้าด้วย” (กันดารวิถี 18:19)

พันธสัญญาเกลือ เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับชาวอิสราเอลที่ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต สมัยนั้น อิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาให้กับปุโรหิต และปุโรหิตได้รับอนุญาตให้นำเครื่องบูชาเหล่านั้นไปรับประทานได้ แต่ปุโรหิตจะไม่ได้รับทศางค์จากอิสราเอล เพราะคนที่จะได้รับทศางค์จะเป็นพวกเลวี

อิสราเอลจะถวายเครื่องบูชา โดยใช้เกลือเป็นเครื่องชำระ ดังนั้น เกลือจึงเป็นความหมายว่า “ชำระ” นั่นคือ ชำระเครื่องบูชา ชำระชีวิตของเราให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด

“ท่านจงนำมาถวายพระเจ้า และ ปุโรหิตจะเอาเกลือพรมลงบนนั้น และถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้า” (เอเศเคียล 43:24)

“เจ้าจงปรุงบรรดาธัญญบูชาด้วยใส่เกลือ เจ้าอย่าให้เกลือแห่งพันธสัญญากับพระเจ้าของเจ้า ขาดเสียจากธัญญบูชาของเจ้า เจ้าจงถวายเกลือพร้อมกับบรรดาเครื่องบูชาของเจ้า” (เลวีนิติ 2:13)

เราทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่า “salt” ซึ่งมีความหมาย อาจแปลว่า เค็ม หรือ เกลือ ก็ได้ ดังนั้น ถ้าหมดรสเค็ม ย่อมไม่ใช่เกลือ ไม่มีประโยชน์

คริสเตียนจะต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เพราะเกลืออยู่ที่ใด เกลือย่อมจะมีอิทธิพลที่จะทำให้ที่เหล่านั้นบริสุทธิ์ นอกจากนั้น เกลือยังใช้ในการถนอมอาหาร ที่จะไม่ให้เน่า ไม่ให้เสีย เนื่องจากความเค็มของเกลือ ย่อมแปลว่า คริสเตียนจะต้องมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง

1. ใช้วาจาของเราเป็นเกลือ

“จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” (โคโลสี 4:6)

ให้วาจาเราจะเป็นเหมือนเกลือ ให้คำพูดของเราเป็นดังเกลือ หมายถึง ถ้อยคำของเราที่จะพูด จะต้องเป็นถ้อยคำที่มีรสชาด

ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่มีรสชาติ ชื่นชมยินดี เปรมปรีดิ์ในพระเจ้าเสมอ ไม่ใช่ดำรงชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เราจะต้องหาโอหาสที่จะให้ชีวิตของเรามีรสชาติ แตกต่าง ไม่จืดชืด แม้สถานการณ์รอบข้างของเราจะนำให้เราจืดชืด ดึงความเค็มของเราออกไป ทำให้เราเป็นไปตามสถานการณ์ ตามสิ่งที่เราได้พบเจอ

ขอที่คำพูดของเราจะเติมชีวิตที่กำลังตกต่ำ ให้ได้รับการหนุนใจ ได้รับการชูกำลังขึ้น ใช้วาจาเป็นเกลือ

หลายครั้ง ชีวิตของหลายคนอยู่ในความกลัว สิ่งเหล่านี้จะทำลายทัศนคติที่ดี ไม่ว่าเราไปที่ใด เราจะได้ยินแต่สิ่งที่แย่ ๆ อยู่เสมอ พูดถึงเหตุการณ์ที่แย่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ โรคระบาด ภัยธรรมชาติ สงคราม (ความขัดแย้งต่าง ๆ) และการกันดารอาหาร (เศรษฐกิจตกต่ำ) แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะโลกของเรากำลังอยู่ในส่วนปลายยุค สิ่งเหล่านี้กำลังโจมตีชีวิตของเราให้เราคิดในทางที่ลบ แต่สำหรับคริสเตียน เราไม่ควรรับสิ่งเหล่านี้มากจนทำให้ความเชื่อสั่นคลอน ขอที่เราจะยึดความเชื่อ จะไม่กลัวต่อสถานการณ์ใด ๆ เพราะพระเจ้าจะนำเรา พระเจ้าจะทรงดูแลชีวิตเรา เราจะไม่หวั่นไหว

คำพูดของมนุษย์มีอิทธิพลทั้งทางด้านบวก (อวยพร) และทางด้านลบ (คำสาปแช่ง)

คำอธิษฐานของเรา เรากำลังพยายามที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ลบให้เป็นบวก อาทิเช่น อธิษฐานให้คนหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อธิษฐานอวยพรให้ลูก ๆ เชื่อฟัง เจริญก้าวหน้า ขอที่เราจะใช้คำพูดในการเสริมสร้าง ไม่ใช่ทำลาย

เมื่อชาวยิวเห็นคนที่ตาบอด ได้สงสัยไปก่อน ว่าเกิดจากความบาปของเขา หรือจากความผิดของพ่อแม่ของเขา แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ยิน พระองค์ตรัสตอบว่า

“พระเยซูตรัสตอบว่า ‘มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา’ ” (ยอห์น 9:3)

นี่แหละ คำตรัสของพระเยซู พระองค์ทรงตรัสอวยพรเขา ว่าไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา กำลังจะทำให้พระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จ พระองค์มิได้ทรงมองที่อดีต แต่ทรงอวยพรเพื่ออนาคตของเขา

พระเยซูคริสต์ทรงมีวาจาที่เป็นเกลือ ที่จะหนุนใจ ชูใจ อวยพร เช่นกัน ขอที่เราจะใช้วาจาในการหนุนใจ กล่าวพระวจนะของพระเจ้า ให้อนาคต ให้ความหวังกับเขา เพื่อที่เขาจะไม่คิดในสิ่งที่ตกต่ำ

พระเจ้าสร้างเรา และพระเจ้ามีแผนการในชีวิตของเราทุก ๆ คน

เมื่อครั้งที่มีคนนำเอาหญิงล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ตัดสินลงโทษ คนทั้งหลายต่างกล่าวโทษหญิงนี้ แต่พระองค์กลับมิได้ตรัสสิ่งใดเลยถึงความผิดของหญิงนี้ แต่กลับตรัสว่าพระองค์ทรงอภัย และตรัสสั่งหญิงนั่นมิให้ทำบาปอีก

ศัตรูของเรา คือมารซาตาน ไม่ใช่คน ขอที่เราจะไม่เข้าใจผิด ดังนั้น การที่เราด่าว่าใคร สาปแช่งใคร ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าทรงเรียกเราที่จะอวยพร เพื่อเราเองจะได้รับพระพร

“9 อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านกระทำเช่นนั้น เพื่อท่านจะได้รับพระพร
10 เพราะว่าผู้ที่จะรักชีวิต และปรารถนาที่จะเห็นวันดี ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง (1เปโตร 3:9)

ถ้าเราอยากให้ทุกวันเป็นวันดี ขอที่เราพูดเป็นคำอวยพร พูดเสริมสร้างผู้อื่น เพราะเราจะได้รับเช่นนั้นเหมือนกัน

“ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร” (1ยอห์น 3:8)

มารมีแผนการ มีกิจการเยอะแยะมากมาย และหลายครั้งเราก็ตกอยู่ในแผนของมัน แต่พระเยซูคริสต์ทรงได้เสด็จมาเพื่อทำลายแผนการของมารซาตาน มันจึงไม่มีอำนาจที่จะวางแผนเหนือชีวิตของเรา

พระคัมภีร์จะเป็นจริงในชีวิตของเราได้ ผ่านทางความเชื่อ พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราแล้ว แต่ผู้ที่จะได้รับความรอดคือผู้ที่เชื่อในพระองค์เท่านั้น พระคัมภีร์มีพระสัญญามากมาย ถ้าเราเพียงแค่อ่าน แค่ท่อง แต่ไม่เชื่อ สิ่งเหล่านั้นก็จะไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพราะวิญญาณจิตของเราจะติดต่อกับพระวจนะของพระเจ้าได้ ก็ผ่านทางความเชื่อ

“เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)

ความเชื่อในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่จะต้องเชื่อในถ้อยคำของพระองค์ด้วย ถ้าเรารับรู้แต่เราไม่เชื่อ ผลก็ไม่เกิดในชีวิตของเรา

มารซาตานก็เชื่อว่ามีพระเจ้า และมันก็รู้จักพระองค์ดี แต่ว่ามันไม่กระทำตามสิ่งที่พระองค์ตรัส

ทุกคนมีความเชื่อได้ แม้แต่คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เขาก็มีความเชื่อ

ถ้าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เป็นประโยชน์ เมื่อเรารับประทาน เราก็จะได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกัน พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาหารแห่งชีวิต เมื่อรับเข้าไป นั่นคือ เชื่อในถ้อยคำเหล่านั้น จิตวิญญาณก็จะเติบโต และได้รับชีวิต

“9 เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของพระองค์
10 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น
11 บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ (ยากอบ 3:9-11)

2. ใช้ชีวิตของเราเป็นเกลือ

“เกลือเป็นของดี แต่ถ้าเกลือหมดรสเค็มแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ ท่านทั้งหลายจงมีเกลือในตัวและจงอยู่สงบสุข สามัคคีซึ่งกันและกัน” (มาระโก 9:50)

ขอที่เราจะใช้ชีวิตของเราทำให้เกิดความสงบ ทำให้เกิดความสามัคคี ท่ามกลางสังคมที่กำลังแย่ลง สังคมที่เน่าเฟะ แล้วคริสเตียนจะสามารถมีพลัง มีอิทธิพลที่จะทำให้สังคมเราดีขึ้นได้อย่างไร?

หลายปีที่ผ่านมา มีการรณรงค์เรื่องพันธกิจชุมชนมากขึ้น ที่ภาคใต้บริเวณที่ได้รับภัยจากสึนามิ พบว่ามีคริสตจักรเกิดขึ้นมากมาย แม้ว่าคนที่ได้ลงไปช่วยเหลือจะกลับมาแล้ว แต่คริสตจักรเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ นี่แหละ เป็นตัวอย่างของการเป็นเกลือของแผ่นดิน

คริสตจักรเราก็มีพันธกิจชุมชน หลายคนอาจบอกว่าดูเหมือนเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะไม่มีผู้ที่มาเชื่อเลย แต่แท้จริงแล้ว การที่จะนำคนจะมาถึงแผ่นดินพระเจ้าได้นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อเดิม เขาอยู่กับความเชื่อเหล่านั้นมาตลอดชีวิต แต่การที่เราทำพันธกิจชุมชน เราทำด้วยความรักของพระเจ้า ดังนั้น ในปัจจุบันมีผู้ที่ให้ความสนใจกับพันธกิจชุมชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเด็กกำพร้า บ้านเด็กพิการ ฯลฯ

มีคริสเตียนผู้หนึ่ง ได้เกณฑ์เพื่อน ๆ ในคริสตจักรให้ไปร่วมทำความสะอาดที่คอนโดที่เขาอยู่ เนื่องจากคอนโดนั้นไม่มีคนทำความสะอาด สิ่งที่เขาและเพื่อน ๆ ได้กระทำ ทำความสะอาดคอนโดอย่างดี โดยไม่ได้แลกเปลี่ยนสิ่งใด ได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอยากที่จะรับฟังเรื่องพระเจ้ามากขึ้น คนมากมายที่เปิดใจให้กับพระกิตติคุณมากขึ้นจากพันธกิจเช่นนี้

เราทั้งหลายต้องเป็นแสงสว่างแห่งโลก และเมื่อคนได้พบเห็นชีวิตเรา เขาก็จะต่างพากันสรรเสริญพระเจ้า

“19 คนในเมืองพูดกับเอลีชาว่า ‘ดูเถิด ทำเลเมืองนี้ก็ร่มรื่นดี ดังที่เจ้านายของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว แต่ทว่าน้ำไม่ดีและชาวแผ่นดินก็แท้งลูก’
20 ท่านพูดว่า ‘จงเอาชามใหม่มาลูกหนึ่ง ใส่เกลือไว้ในนั้น’ แล้วเขาทั้งหลายก็หามาให้
21 แล้วท่านก็ไปที่น้ำพุ โยนเกลือลงในนั้นและกล่าวว่า ‘พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราได้กระทำน้ำนี้ให้ดีแล้ว ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีความตายหรือการแท้งลูกมา จากน้ำนี้อีก’
22 ฉะนั้นน้ำจึงดีมาจนถึงทุกวันนี้ จริงตามถ้อยคำซึ่ง เอลีชาได้กล่าวนั้น” (2พงษ์กษัตริย์ 2:19-22)

แม้ว่าเมืองนั้นจะไม่ใช่เมืองท่านเอลีชา แต่เมื่อท่านได้ทราบปัญหาของคนในเมืองนี้ พระเจ้าทรงใช้ท่านให้มีอิทธิพลต่อคนในเมืองนั้น

เช่นเดียวกัน พระเจ้าจะทรงใช้ชีวิตเราให้มีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง มีอิทธิพลต่อคนในครอบครัว ในที่ทำงาน

ข้าพเจ้ามีลูกค้ารายหนึ่ง ที่เป็นลูกค้าประจำ เขากระทำต่อข้าพเจ้าอย่างดีมาก และเมื่อข้าพเจ้าได้คุยกับลูกน้องของเขา ลูกน้องของเขาบอกว่า “เจ้านายของเขาชอบคุณ เจ้านายของเขาจะพยายามหางานอะไรมาให้คุณช่วยทำ” เขาได้สัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งเขาก็คงจะอธิบายไม่ได้

คริสเตียนต้องเป็นเกลือ ที่จะมีอิทธิพลต่อคนในชุมชน เพื่อคนในชุมชนจะได้สัมผัสกับพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเรา

ผป. วิวัฒน์ วุฒิกุลเจริญวง http://www.followhissteps.comMatthew5_13

The role of salt in the Bible is relevant to understanding Hebrew society during the Old Testament and New Testament periods. Salt is a necessity of life and was a mineral that was used since ancient times in many cultures as a seasoning, a preservative, a disinfectant, a component of ceremonial offerings, and as a unit of exchange. The Bible contains numerous references to salt. In various contexts, it is used metaphorically to signify permanence, loyalty, durability, fidelity, usefulness, value, and purification.
Contents

1 Salt sources in Ancient Palestine
2 Salt in the Old Testament
3 Salt in the New Testament
4 Notes
5 Bibliography

Salt sources in Ancient Palestine

The main source of salt in the region was the area of the Dead Sea, especially the massive six mile long salt cliffs of Jebel Usdum. The face of the ridge is constantly changing as weather interacts with the rock salt. Ezekial 47:11 highlights the importance of the Dead Sea’s salt.[1]

The Hebrew people harvested salt by pouring sea water into pits and letting the water evaporate until only salt was left. They used the mineral for seasoning and as a preservative. In addition, salt was used to disinfect wounds.[citation needed] In 2 chr 13:5 King Abijah referred to God’s covenant promise to David that he will not lack a man to seat on Israel’s throne as a Salt covenant – that is a covenant that can never be broken.
Salt in the Old Testament
An angel leads Lot out of Sodom and destroys the City; as in Genesis 19:25-26

The fate of Lot’s wife, being turned to a pillar of salt, is found in Genesis 19:26. The story may have originated as an explanation for the salt pillar on Mount Sodom, which is often called “Lot’s Wife”. It is common for locals to give names to some of the human-like shapes, including legends of the shapes’ origins.

Leviticus 2:13 and Ezekial 43:24 illustrate the requirement of salt as part of ancient Hebrew religious sacrifices. Levicitus 2:13 reads: “And every offering of your grain offering you shall season with salt; you shall not allow the salt of the covenant of your God to be lacking from your grain offering. With all your offerings you shall offer salt.”[2]

Salt was cast on the burnt offering (Ezekiel 43:24) and was part of the incense (Exodus 30:35). Part of the temple offering included salt (Ezra 6:9).

Salt was widely and variably used as a symbol and sacred sign in ancient Palestine. Numbers 18:19 and 2 Chronicles 13:5 illustrate salt as a covenant of friendship. In cultures throughout the region, the eating of salt is a sign of friendship. Salt land is a metaphorical name for a desolate no man’s land, as attested in Psalms 107:34, Job 39:6, and Jeremiah 17:6. The land of defeated cities was salted to consecrate them to a god and curse their re-population, as illustrated in Judges 9:45.

Bishop K.C. Pillai, from India, testifies that the salt covenant is much more than a covenant of friendship. It is an irrevocable pledge and promise of fidelity. Those who have taken salt together would rather die before they would break their covenant. He further states that the penalty for violating such a covenant is death.[3]

Newborn babies were rubbed with salt. A reference to this practice is in Ezekiel 16:4: “As for your nativity, on the day you were born your navel cord was not cut, nor were you washed in water to cleanse you; you were not rubbed with salt nor wrapped in swaddling cloths.”

The significance of rubbing a newborn with salt is to indicate that the child would be raised to have integrity, to always be truthful.[4]
Salt in the New Testament

The Salt and Light passages in the Sermon on the Mount make reference to salt. Matthew’s account differs slightly from that of Luke and Mark. Matthew 5:13 refers to his disciples as “the salt of the earth.” This meaning is paralleled in the following verse, Matthew 5:14, in the symbolism of the “light of the world.” Matthew, Mark, and Luke accord in the discussion of salt “that has lost its taste.” This is a reference to salt that is contaminated with other minerals, causing a weakness in flavor or a bland unpleasant taste. It is a symbolic reference to the possibility of abandoning or deviating from the gospel, especially due to the adulteration of its teachings.[5] Another interpretation of this description of salt losing its taste is that when one is in the world filled with sin and deceit, it is possible for one to become contaminated and thus unsuccessful at being an effective disciple. Therefore, this verse serves as a warning for disciples to be on their guard; to be in the world, but not of the world.[6]

Mark 9:49 speaks about the salting of the condemned, which is a rhetorical device indicating the severity of the punishment. Mark 9:50 reads in part: “Have salt in yourselves, and be at peace with one another.” The salt in this verse refers to the goodwill that “seasons” positive relationships between people. This is also a play on the covenant of salt, indicating friendship and compassion. Colossians 4:6 uses the metaphor of salt seasoning speech to indicate speaking with intelligence and consideration.[7] wikipedia.org/wiki/Salt_in_the_Bible

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to Salt_in_the_Bible

  1. lakatphuket says:

    Salt inhibits bacterial growth. It provides for a hypertonic environment in which most bacterial cells plasmolyze, or lose water and shrink away from their cell walls. (A hypertonic environment is one where there is more salt concentration outside the cell than there is inside).

    Basically any cell will die with too much exposure to salt. Bacteria is no exception as people found out before the use of refrigeration. wiki

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s