Five folds ministry

1.จะพัฒนาของประทาน และก้าวไปสู่พันธกรทั้งห้าได้อย

่างไร?

บางคนพระเจ้าจะใช้ และทำงานใหญ่กว่าท่านคิด
แม้ท่านเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่ง ผมได้มีโอกาสฟังคำเทศนาของบิล จอห์นสัน ท่านกล่าวว่า วันหนึ่งท่านไปเยี่ยมคริสตจักร ที่ดร. ซินดี้ เจคอป เป็นสมาชิกอยู่ (ดร.ซินดี้เป็นผู้เผยวจนะระดับโลก) และอีกท่าน คือ ดร. ซี ปีเตอร์ แวกเนอร์ ซึ่งโด่งดังจากการเขียนหนังสือ และการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้รับใช้พระเจ้าที่โด่งดังมากมาย สอนที่พระคริสตธรรม ฟูเลอร์ แต่นานมาแล้ว ท่านเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็จำชื่อ คริสตจักร และศิษยาภิบาลของท่านไม่ได้ อีกคนหนึ่งที่เป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน Nehemiah Ministry คือ ไมเคิล เอลลิส ที่เดินทางมาสอน เรื่องการบำบัดปลดปล่อยที่กรุงเทพในช่วงกุมภาพันธ์ 2010 ที่ผ่านมา
ผมรู้ว่า ไมเคิล เป็นสมาชิกและเป็นผู้สอนวิชาการอธิษฐานด้วยการเยียวยา ในคริสตจักร Trinity Chaple ที่สหรัฐอเมริกา ไมเคิลมีอาชีพรับสร้างบ้านนะครับ ท่านเป็นสมาชิกคริสตจักรที่ผมไปร่วม นมัสการ ขณะที่ไปฝึกอบรมที่นั่น มีสมาชิกประมาณ 7,000 คนครับ อยากจะกล่าวอีกคน คือ ดร. จีน แอนดรู ที่โด่งดังในเรื่องหัวใจพระบิดา ท่านเขียนตำราคอมพิวเตอร์ครับ ไปดูได้ตามร้านหนังสือดังๆ ทั่วไปเพราะเป็นอาชีพของท่าน ท่านก็เป็นสมาชิกคริสตจักรแห่งหนึ่ง ที่ผมไม่เคยจำว่าชื่ออะไร และผมอดจะกล่าวไม่ได้ คือ John Sandford คนนี้ มีอิทธิพลต่อผู้รับใช้ระดับโลกหลายคน และเป็นผู้ก่อตั้ง เอลียาห์ เฮ้าส์ ก็คือ ศูนย์บำบัดเยียวยา เขียนหนังสือมากมายดังไปทั่วโลก ปัจจุบันท่านให้ทีมและลูกชายสานต่อพันธกิจศูนย์ เอลียาห์ เฮ้าส์ คือ การอธิษฐานด้วยการเยียวยา แต่ท่านไปเป็นสมาชิกคริสตจักรแห่งหนึ่ง และหันไปสอนพันธกิจการเผยวจนะแทนแล้วครับ คนสุดท้ายเป็นผู้เผยวจนะ คือ แกร แฮมคุก คนนี้เป็นสมาชิกคริสตจักรแห่งหนึ่ง เวลาอ่านหนังสือของคนเหล่านี้ผมไม่เคยจำเรื่องคริสตจักรของพวกท่านเลย ต้องขออภัย แต่กำลังบอกท่านว่า พระเจ้าสามารถใช้บางคนในคริสตจักร ก้าวไปสู่พันธกรทั้งห้าได้ โดยไม่ต้องถวายตัวเต็มเวลา แต่พวกเขากลับทำงานรับใช้ระดับโลกเขาทำงานเต็มเวลาตลอดด้วยชีวิต และเมื่อกลับไปที่บ้าน เมื่อไรว่างเขาก็กลับไปนมัสการที่คริสตจักรของพวกเขา และเขาไม่จำเป็นต้องเป็นศิษยาภิบาล บางคนเหล่านี้มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าศิษยาภิบาล แต่เขาก็เป็นสมาชิกที่น่ารัก
ในคริสตจักรเหล่านั้น และเป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษาของศิษยาภิบาล หรือ รับการพัฒนาด้านชีวิตฝ่ายวิญญาณ รับการตักเตือนหนุนใจจากศิษยาภิบาลของเขา เพราะพวกเขารู้บทบาทหน้าที่ตนเอง และไม่ได้ทำตัวยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้นำคริสตจักร นี่สำคัญ เพราะอย่างไร ศิษยาภิบาลพระเจ้าทรงแต่งตั้งให้ดูแลคริสตจักร ของพระองค์ พวกเราต้องให้เกียรติ
2. แล้วเราจะก้าวไปสู่ การรับใช้ตามของประทาน และ สู่ระดับพันธกรทั้งห้าได้อย่างไร?

ก้าวที่หนึ่ง ท่านต้องฝึกฝนและ ค้นหา รู้ภาระใจการทรงเรียก และ ถูกสร้างให้เจริญเติบโต
ให้ท่านรับใช้หลายๆ อย่าง จนค้นพบภาระใจของตัวเอง แม้ท่านอาจต้องถูกผู้นำสลับปรับเปลี่ยน การรับใช้ หรือเมื่อท่านรับใช้ไป มันไม่เกิดผล ท่านจะปล้ำสู้ แล้วต้องเปลี่ยนเมื่อเวลามาถึง ก็อย่าท้อแท้ อย่าอาย เมื่อต้องถูกปรับเปลี่ยน และอย่ากลัว เพราะเรากำลังค้นหาของประทานของเราในด้านภาระใจ เพราะก่อนอื่นเราต้องเข้าใจพื้นฐานของ ของประทานก่อน เพราะเมื่อเราเกิดมา เราได้รับของประทานในด้านภาระใจ หรือบางคนเรียกว่า ของประทานด้านบุคลิคภาพ และวันหนึ่ง เมื่อเรารับเชื่อ กลับใจใหม่ วันนั้นการเจิมในของประทานนั้น จะถูกปลอดปล่อยออกมาในการรับใช้พระเจ้า เราเรียกว่า ของประทานจากพระบิดา ซึ่งประทานให้แก่เราตั้งแต่เกิด ซึ่งอยู่ในพระธรรม (รม12:3)
นักวิชาการบางคนเรียกว่า ของประทานแห่งการไถ่ ก็คือ ของประทานด้านนี้จะมีการเจิมในการรับ ใช้ในตัวเอง เพื่อไถ่บ้านเมือง ที่เขาอาศัยอยู่ หรือใช้ภาษาง่ายๆ ก็คือ ด้วยภาระ บุคลิคภาพของเขา เพื่อช่วยเหลือบ้านเมืองที่เขาอาศัยอยู่ แต่หากวันหนึ่งเขาเชื่อในพระเจ้า ของประทานเหล่านี้ ก็จะเป็นพระพรในการรับใช้ ใน
คริสตจักร แต่ว่าก็มีจุดอ่อน จุดแข็งในของประทานนั้นๆ ในลักษณะนิสัยนั้นๆ ที่เราต้องระวังด้วย นี่เองเป็นส่วนที่คริสตจักรจะสร้างสาวก ให้เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ และเจ้าตัวเองต้องตั้งใจที่จะสร้างตัวเองให้เจริญเติบโตเข้มแข็ง จนสามารถเอาชนะจุดอ่อนนั้นให้ได้ เราจึงจะสามารถรับใช้ เข้าใจการเจิม และเกิดผลได้อย่างเต็มที่ ดังเช่น

คนที่มีของประทาน การเผยวจนะ จะเป็นผู้ที่ดึงเอาสิ่งใหม่ของพระวจนะของพระเจ้า เพื่อนำการรื้อฟื้นขึ้นมา มีการเจิมเหนือความยากจน แต่ก็จะมีจุดอ่อน เรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น
คนที่มีของประทาน ผู้ปรนนิบัติ จะมีการเจิม และสิทธิตั้งแต่เกิด เรื่องการมีชีวิตเพื่อพระกาย การอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้นำ รื้อฟื้นดูแลครอบครัวที่ไม่มีใครสนใจ แต่จุดอ่อนของเขาก็คือ เขาเป็นคนยอมทุกอย่างเพื่อสันติภาพ บางทีอะลุ่มอล่วย และบางครั้งตกเป็นเหยื่อแห่งการรับใช้ ยอมทำให้ได้แก่คนไม่เป็นผู้ใหญ่ที่คิดเอาเปรียบเขาได้
คนที่มีของประทาน การเป็นครู เขาจะเดินในการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ปลดปล่อยความจริงแห่งพระคำแก่คนรุ่นต่อไป แต่หากเขาไม่โต เขาจะกลายเป็นคนมีวิญญาณศาสนาได้ เพราะเขาเป็นคนสอน มีแนวโน้มจะสร้างกฎระเบียบแปลกๆ ตามความเจริญเติบโต และบาดแผลของเขา อีกทั้งยังมีนิสัยที่เลือกความรับผิดชอบด้วย
คนที่มีของประทาน ผู้ตักเตือน ก็จะมีการเจิมในการทำให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เข้าใจพระคำ แต่หากเขาไม่โตจะคลั่งไคล้ การปลอบโยน
คนที่มีของประทาน ของการเป็นผู้ให้ จะมีการเจิม ในการเลี้ยงดู สังเกตุ เขาจะให้เวลาหาสิ่งโน้นสิ่งนี้ให้ลูกแกะที่เขาเลี้ยง แต่หากเขาไม่โต เขาก็จะเป็นคนควบคุมคน
คนที่ทีของประทาน การครอบครอง จะมีสิทธิอำนาจปลดปล่อย การเจิม ดูแล ปกครอง อารักขา แต่หากไม่โตจะกลายเป็นคน ตักตวงผลประโยชน์ ให้กับตัวเองไปเลย
คนมีของประทานเมตตา ก็จะมีการเจิมในการสัมผัสพระเจ้าง่าย การนมัสการ การทรงสถิต เรื่องแบบนี้จะดูง่ายสำหรับคนมีของประทานกลุ่มนี้ แต่หากไม่โตก็จะกลายเป็นคนที่ดื้อรั้น เน้นอารมณ์ ไม่ฟังใคร
ของประทานทั้งหมด เปรียบเสมือนการวางพื้นฐานในการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยเหลือ สนับสนุนกัน และทุกของประทานจำเป็นต้องประสานกันในการทำงานทั่วไป การเลี้ยงดู การสร้างสาวก การประกาศ ทีมนมัสการ และเขาทั้งหมดต้องรับการสร้างเป็นสาวก เกิดผลของพระวิญญาณ ถูกขัดเกลา เพื่อจะเอาในมุมลบ เอาชนะจุดอ่อนให้ได้ก่อนครับ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นแสงสว่างให้แก่โลกนี้ และใช้ของประทานเหล่านี้ไถ่ ปลดปล่อยบ้านเมือง คริสตจักรให้มีชัยชนะ
เราลองมาฟังเรื่องนี้ด้วยกัน หากมีผู้สนใจมาเยี่ยมคริสตจักร บังเอิญไปเดินชนถาดคุกกี้ หกเลอะเทอะในห้องประชุมก่อนการนมัสการ คนที่มีของประทาน เผยวจนะ ก็จะมีถ้อยคำหนุนใจ ชูใจให้สั้นๆ ง่ายๆ ส่วนผู้ปรนนิบัติก็จะรีบมาช่วยในการรักษาความสะอาดโดยไม่บ่นเลยสักคำ ผู้มีของประทานครู ก็จะเริ่มสอนผู้จัดวางถาดขนมว่า คราวหน้าควรวางอย่างไร แล้วผู้ตักเตือนก็หนุนใจคนที่เริ่มบ่น ว่ายังไงพวกเราก็ให้เป็นหนึ่งเดียวกันนะอย่าบ่นเลย ส่วนผู้ให้ ก็จะรีบไปซื้อขนมอันใหม่มา และผู้ครอบครองก็มาจัดการ พูดประกาศหนุนใจ สังเกตว่าคราวหน้าควรจัดโต๊ะคุกกี้ อาหารว่างอย่างไร? จัดการคิดบริหารใน ความเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว และคนทีความเมตตา ก็เข้าปลอบโยน ผู้สนใจที่มาเยี่ยม มันเป็นภาพสวยงาม หากทุกของประทาน มีชีวิตที่เติบโต และทำหน้าที่เหมาะสม เมื่อมีการทำผิดพลาดอย่างหนึ่งอย่างใด มีการแก้ไขครบสมบูรณ์ แต่หากว่า แต่ละของประทานไม่โต ก็จะมีแต่การตำหนิ ต่อว่า บ่น และปราศจากการแก้ไขในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ท้อใจไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้ การรับใช้หลายๆ อย่างค้นหาภาระใจ และพัฒนาสู่ความเจริญเติบโตเป็นอันดับหนึ่ง และแต่ละของประทานยังคงทำหน้าที่ของ ตนคือ ประกาศ สร้างสาวก ตามพระมหาบัญชาต่อไป แต่เขาก็ยังคงรับใช้ด้านอื่นๆ ตามภาระใจในคริสตจักร และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ที่ดี กับ เพื่อนๆ ในคริสตจักรและกับผู้นำที่ดูแลท่าน จะทำให้ท่านมีโอกาส เปิดโอกาสให้ท่านรับใช้เขาเหล่านั้น จุดนี้เราต้องยอมรับใช้ หลายๆ ด้าน จนกว่าจะรู้ว่า เราเด่นชัด มีภาระ และพระเจ้าใช้เราด้านไหน ? ใช่ ! ความสัมพันธ์กับผู้นำเขาจะช่วยบอกท่านว่าท่านเหมาะหรือเปล่า และการรับรองยืนยันจากเพื่อนสมาชิก ผลที่เกิดขึ้นกับตานั้นเอง สรุปคือ การยอมรับซึ่งกันและกันต้องมาก่อน
กุญแจสำคัญในการรับใช้ในมิตินี้ คือ จัดการบาดแผล นิสัยที่ทำให้เราต้องสูญเสียความสัมพันธ์กับพระกาย เราจำเป็นต้องถ่อมใจ ปล้ำสู้เพื่อมีชัยชนะในจุดอ่อนของเรา เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำและคนอื่นๆ เพื่อจะได้มีโอกาส รับใช้ในก้าวที่สองได้
3. ก้าวที่สอง คือ การค้นพบของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์และรับใช้

บางคนเรียก ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ (1คร12:4-11) ซึ่งเป็นของประทานของพระวิญญาณบริ สุทธิ์ที่ประทานแก่ท่าน เป็นมิติที่เหนือธรรมชาติ เมื่อท่านรับเชื่อ และรับการพัฒนาเต็มที่ การเจิมต่อเนื่อง ทำสม่ำเสมอ มันจะเป็นบทบาท โดดเด่น หรือเรียกตำแหน่งตามของประทาน ในการปรนนิบัติพี่น้อง นี่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ในคริสตจักร ในการช่วยเหลือ เยียวยาปลดปล่อย และใช้ในการประกาศได้อีกด้วย
คนก็มีปัญหาแค่สามด้านใหญ่ ครับ คือ ด้านจิตใจ ด้านจิตวิญญาณ และด้านร่างกาย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อคนมาคริสตจักรก็ต้องการๆ เยียวยารักษา ผู้ไม่เชื่อพระเจ้าก็ต้องการมีเสรีภาพจากสามส่วนนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานของประทานทั้งสามหมวดมาให้เราเพื่อการช่วยเหลือ คนทั้งสามหมวด คือ หมวดพูด หมวดสำแดง และหมวดทำ ซึ่งจะเขียนในอนาคตครับในรายละเอียด
เราจะเคลื่อนของประทาน ฝ่ายวิญญาณได้อย่างไรละ? คำตอบก็คือ การเรียน และฝึกหัด จากโค็ช หรือ ร่วมกันฝึก รับใช้ในพันธกิจ ร่วมกันในพระกาย ดังที่อาจารย์เปาโลกล่าวว่า ในการประชุมกัน บางคน มี……….. (1คร14:26) ก็หมายความว่า ในการประชุม เราควรจะมีเวลาที่เปิดโอกาส ให้พระวิญญาณบริสุทธ์ ทำงานของพระองค์ผ่านพระกาย คือ สมาชิกที่พระองค์จะทำงานผ่านวิหารนั้น คือพวกเราทุกคน
เมื่อกายของพระคริสต์เคลื่อนในการประชุม ขณะมีการอธิษฐานเผื่อกัน บางคนพระวิญญาณฯ ทรงนำให้คนหนึ่ง มีถ้อยคำแห่งความรู้ ว่ามีคนมีโรค หรืออยากฆ่าตัวตาย อีกคนที่ทีของประทานสังเกตุวิญญาณก็จะมาช่วยกัน คนมีของประทานรักษาโรคก็รักษาโรค คนที่สังเกตุวิญญาณได้ก็จะนำการสารภาพตัดความสัมพันธ์หรือปลดปล่อย คนที่มีของประทานเผยวจนะก็จะเผยหนุนใจ นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่ผมได้เล่า ดังนั้นหากคริสตจักรท่านทำเซล หรือกลุ่มแคร์ ท่านควรมีช่องว่างให้สมาชิกได้ฝึกทำพันธกิจร่วมกันเป็นการช่วยผู้ที่เชื่อ และผู้ที่มาเยี่ยมในกลุ่มหรือคริสตจักรตามที่ท่านจะบริหารในการใช้ของประทานในมิติเหนือธรรมชาตินี้ สำหรับผมคิดง่ายๆ ครับ คนมีปัญหาด้านจิตใจก็รับคำเผย ถ้อยคำแห่งสติปัญญา คำหนุนใจ คนมีปัญหาด้านจิตวิญญาณก็รับการอธิษฐานเยียวยาปลดปล่อย คนมีปัญหาด้านร่างกายก็รักษาโรค แต่ทั้งหมดนี้ พระเจ้าจะใช้ใคร หรือเขาจะเป็นที่ยอมรับ หรือ ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังออกไปนอก กลุ่ม หรือนอกคริสตจักรในการใช้ ในการช่วยเหลือ หรือประกาศ มีอยู่สามส่วนครับ ส่วนแรกคือ ความลึกในพระเจ้า ด้านความสัมพันธ์ ส่วนที่สอง การฝึกฝนจนชำนาญ และทำต่อเนื่อง หรือเรียกว่าการเจิมต่อเนื่อง ส่วนที่สาม ก็คือผลพระวิญญาณ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้มีส่วนที่หนึ่งกับสอง แต่ไม่มีผลพระวิญญาณ คุณภาพด้านชีวิตไม่ดี ก็จะไม่มีใครอยากรับการทำพันธกิจจากท่าน และผู้นำก็จะไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้ทำ
เราจะมีการเจิมต่อเนื่องชัดเจนได้อ ย่างไร? ดร. โรเบิท ไฮเลอร์ ผู้นำการสัมมนาเรื่อง ถุงหนังองุ่นใหม่ สอนสิ่งที่น่าสนใจว่า การเจิมแบ่งได้ สามระดับ เมื่อเราทำระดับแรกๆ เราอาจทำเพราะเชื่อฟังผู้นำ และเมื่อเราเติบโตขึ้น เราเริ่มเชื่อฟังพระเจ้า และเริ่มจะซื่อสัตย์ทำมากขึ้น แรงจูงใจดีถูกต้องมากขึ้น อาจเห็นผล บ้างเป็นครั้งคราว จนต่อมา เราทำมากขึ้นๆ ซื่อสัตย์ ลักษณะชีวิต ท่าทีผลพระวิญญาณชัดเจน ความสัมพันธ์กับพระเจ้าลึกมาก ด้วยการทำที่ยาวนาน จนการเจิมอย่างต่อเนื่อง จนคุณรู้เลยว่า คุณมีของประทานนี้ เพื่อนๆ สมาชิกเริ่มเห็นชัด ศิษยาภิบาลรับรอง และการก้าวไปเป็นเจ้าของ ของประทานนั้น มันเป็นงานรับใช้ในคริสตจักรของคุณ และ เป็นของประทานที่จะใช้ร่วมกัน ของประทานมิติที่หนึ่ง ด้านบุคลิคภาพ และเป็นของประทานที่ใช้ในการประกาศได้ด้วย จะยอดเยี่ยมไปเลยครับ
บางคนพระเจ้าจะใช้ได้มากกว่าในคริสตจักร เมื่อของประทานที่ทำมาก ชำนาญ ชื่อเสียงของท่านจะเป็นที่รู้จักในคริสตจักร และคริสตจักรอื่นในท้องถนน ตอนนี้ความถ่อมใจสำคัญ เพราะอย่างไรท่านก็จะต้องมีผู้นำฝ่ายวิญญาณ หรือพี่เลี้ยงดูแลท่าน และท่านควรสร้างสอนคนรุ่นต่อไป เพราะท่านรับฟรีๆ เพื่อให้ฟรีๆ นี่เป็นขบวนการสร้างสาวกครับ
ตอนนี้ท่านเข้าใจหรือยังว่า ทำไมของประทานมิติที่หนึ่ง ทุกบุคลิกนิสัย ภาระใจ ต้องพึ่งมิติที่สองด้วย คือมิติเหนือธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเดียวกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ค่านิยมเหมือนกันในการเคลื่อนแบบนี้สำคัญมาก บางคริสตจักรจะใช้ของประทานมิติที่ สองยากมาก เพราะพระกายแตกแยกไม่ประสานกัน เต็มไปด้วยการสงสัย วิพากวิจารณ์ แล้วจะฝึกทำก็เกิดความกลัว และหากผิดพลาดคนจะอาย ในการฝึกมิติที่สองจะไม่สำเร็จเพราะความสัมพันธ์ บรรยกาศในคริสตจักรไม่ดี
4. ก้าวที่สาม ใครจะก้าวสู่ระดับพันธกรทั้งห้า

สุดท้ายนี้ บางคนจะเข้าสู่ระดับ มิติที่สาม คือ ของประทานของพระเยซูคริสต์ ที่จะแต่งตั้งบางคนให้เป็นหนึ่งในห้า ตามเอเฟซัส 4:11 ในคริสตจักร คือ อัครฑูต ผู้เผยวจนะ ผู้ประกาศ ศิษยาภิบาล และครู-อาจารย์
กุญแจของประทานระดับนี้ ท่านต้อง อดทน ฝึกฝน และความรักสำคัญมาก ขอพระเจ้าที่จะให้ท่านรักคน ไม่ใช่รักของประทาน แล้วพระเจ้า จะใช้ท่านมากมาย

ของประทานระดับพันธกรทั้งห้า จะมีบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคน เป็นตามน้ำพระทัยของพระเยซูคริสต์ ที่จะแต่งตั้ง จะสรุปได้ว่า ทุกคนก้าวสู่ระดับมิติที่หนึ่ง และมิติที่สองได้ ส่วนมิติที่สาม จะทรงเลือกบางคนเท่านั้น และการรับรอง ก็คือ ผลงาน การยอมรับ จากคนทั้งคริสตจักรและผู้นำ ต้องใช้เวลาพิสูจน์อันยาวนานเป็นสิบๆ ปี กว่าจะก้าวมาสู่การทรงเลือกและเป็นที่ยอมรับในการเป็นหนึ่งในพันธกรทั้งห้า
งานของพันธกรทั้งห้า คือ เตรียมธรรมมิกชนให้รับใช้ ก็คือ สามารถ สอน สร้าง ได้ และเสริมสร้างพระกายคือ การเดินทางไปเสริมสร้าง สอนอบรม ตามคริสตจักรต่างๆ เพราะในหนึ่งคริสตจักรอาจจะไม่สามารถมีครบทั้งห้าได้ ดังนั้น ทั้งห้าของประทาน จะเดินทางไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ของประทานทั้งห้า มีความโดดเด่น และเชี่ยวชาญ และสิทธิอำนาจต่างกัน และคริสตจักรทุกที่ ต่างต้องการทั้งหมดทั้งห้า ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะเป็นหนึ่งในห้า เขาจะเตรียมสมาชิกให้รับใช้ได้ และเขาจะเดินทาง ทำงานประสานกับคริสตจักรต่างๆ ร่วมกัน กับของประทานอื่นๆ
การที่ใครคนหนึ่ง จะบอกว่า ตนเองมีของประทาน เป็นตำแหน่งหนึ่งในห้านั้น มีอยู่สามปัจจัยครับ ปัจจัยแรก คือ ผู้นำ คริสตจักร สมาชิก ยอมรับในตำแหน่งของท่าน ปัจจัยที่สอง คือ ผลงาน เช่น ท่านบอกว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งท่านเป็นผู้เผยวจนะ แต่ท่านไม่เคยสร้างผู้เผยฯ และไม่เคยเผยฯ ไม่ถูกพิสูจน์เลย ไม่เคยเสริมสร้างคริสตจักรอื่นๆ เลย ปัจจัยที่สาม สังคม คริสตชน หรือ ผู้นำในคริสตจักรและนอกคริสตจักรเห็นพ้องด้วยกัน นั้นก็คือ ท่านต้องใช้เวลานานหลายปีครับ ขอให้อดทน อย่าท้อแท้
กุญแจของการเคลื่อนของประทาน มิติที่สามคือ ร่วมกันกับพันธกรทั้งห้า อยู่เพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อคริสตจักรของตัวเอง ท่านต้องเสียสละมาก เพราะท่านต้องจ่ายราคามากกว่า ระดับมิติที่หนึ่งและมิติที่สอง ขอพระเจ้าอวยพร

Image
 
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s