M Gravis พระองค์ทรงเป็นศิลา ปกป้องรักษาข้าไว้

ก่อนมากรุงเทพ ได้ไปเดินออกกำลังกาย รู้สึกแปลกใจที่มองไกลๆ แล้วภาพซ้อน เป็นๆ หายๆ แต่คิดว่าเป็นคงเพราะเปลี่ยนเลนส์แว่นตาใหม่แบบโพรเกรสซิฟ คงยังไม่ชินตา เมื่อมาถึงห้องเนยก็พยายามกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าที่ตอนนี้สถานทูตแคนาดาให้ทุกคนกรอกฟอร์มในเน็ต แล้วถึงปรินต์เพื่อเอาบาร์โค้ดไปให้สถานทูต แต่ต้องรอให้เนยมากรอกให้เพราะตามัว ต้องปิดตามองที่ละข้างภาพจึงไม่ซ้อนกัน

ต่อมาเดินทางไปแปลสัมมนาที่คจ พังโคนซึ่งอากาศร้อนมากอาการยิ่งแย่ลง ลืมตาไม่ขึ้นตั้งแต่เช้า ยิ่งตอนแปลตาแทบปิดเลย จึงเอาวีดีโอมาถ่ายสภาพเปลือกดวงตาขวา มันตกมากกว่าซ้าย เหมือนคนง่วงนอนลืมตาไม่ขึ้น

ตอนที่ทีมอจ จอห์น ปีเตอร์ อจ จุ๋ม น้าหมุยขับรถกลับกรุงเทพ ก็ต้องเอาผ้ามาคลุมหน้าไม่ให้แสงเข้าตา รู้สึกแพ้แสงมาก โดยเฉพาะตอนหยุดรถเติมแ้ก้ส ร้อน ปวดตาจนต้องกินยาแก้ปวด ขอบคุณอจ จุ๋มที่เดินไปซื้อให้

รถมาส่งให้ต่อรถใต้ดินที่เพรชบุรี เนยขี่จักรยานมารับที่สถานีสามย่านไปนอนพักที่ห้อง วันอาทิตย์ไปคจ เกรซที่ รร ปทุมวันพรินเซส นำโดยทีมฮาวาย และฟิลิปปินส์ เนยชื่นชอบการเทศนาเรื่องการติดสนิทกับพระเจ้าของศบ คจนี้มาก เนยอยากให้แม่ไปหาหมอทั่วไปที่จุฬาวันนี้เลย เพื่อหมอจะได้ทำนัดหมอตาให้ แต่รู้สึกว่าการออกไปข้างนอกแต่ละครั้ง อาการจะแย่ลง เดินงงๆ เหมือนคนหลงทาง ต้องคอยเกาะแขนเนยเอาไว้

พอวันจันทร์รีบบึ่งไปถึงรพ จุฬาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ได้คิวร้อยกว่า ตรวจเสร็จเกือบบ่ายโมง คนไข้มหาศาลมาก นี่แค่แผนกตาแผนกเดียวคนหลายร้อย ทำบัตรใหม่สามสิบบาท มีถ่ายภาพให้ตรงห้องบัตรเลย เก๋มาก แต่แปลกใจที่ไม่ต้องจ่ายอย่างอื่นเลย

ไปถึงก็ถูกจับให้ตรวจความดันตา และอ่านตัวเลข ไปพบหมอๆ ก็เอาก้อนน้ำแข็งกลมๆ ให้โปะบนเปลลือกตา แล้วมองอีกที ตอนนี้ตาก็กลับมาสดชื่นเหมือนเดิม หมอถามถึงโรคต่อมไทรอยด์ ไทมัส  การกลืนอาหาร การมองเห็น ประวัติครอบครัว โรคประจำตัวต่างๆ แล้วให้นั่งรอพบอาจารย์หมอ ๆ ก็ให้เรานั่งแสดงการทำงานของตาโชว์หมออีกสี่ห้าคนเป็นเคส study เพราะโรคนี้มีคนเป็นน้อยมากๆ

หมออยากให้ไปรักษาต่อที่ภูเก็ตให้เสร็จก่อนไปบาหลี เพราะคนที่เป็นโรคนี้ร้อยละห้ามีโอกาสที่จะเสียชีวิตถ้าไปพบแพทย์ไม่ทัน หากลุกลามไปที่ระบบการหายใจ หมอถามว่าจะเลื่อนการไปบาหลี เพื่อจะได้เที่ยวอีกหลายๆ ปีมั้ย

แต่เชื่อมั่นนะว่าพระเจ้าจะไม่ให้เราเป็นกลุ่ม 5% นี้ ทั่วไปแล้ว MG จะค่อยเป็นค่อยไป หากรักษาหรือผ่าตัดต่อมไทมัสก็มีโอกาสหายขาด คนส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยอาการเห็นภาพซ้อนและหนังตาตก แต่เคสของโอ๋ ภัคจิราก็เป็นมากหน่อยคือ อ่อนแรงมาก กลืนไม่ได้ พูดไม่ชัด หากทำงานหนักหรืออากาศร้อนก็จะกำเริบ เย้ ดีใจๆ ที่จะไดด้อยู่ห้องแอร์ และไม่ถูกใช้ให้ตากแดดอีก ขอบคุณ MG

เนยถามว่าแม่เครียดรึเปล่าเรื่องนี้ ก็บอกเนยว่าจริง ๆ แล้วตั้งแต่ป้าลาจากไป แม่เฉยๆ มากกับชีวิต อยู่ก็ได้ทำงานที่พระเจ้ามอบหมายให้สำเร็จ ตายไปก็เป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุด ไม่ต้องเศร้า คงหัวเราะทั้งวัน มีอย่างหนึ่งที่ยังไม่อยากไปตอนนี้เพราะยายวาสขอไว้ว่าให้แม่ไปก่อนลูก ไม่อยากให้แม่ร้องให้เพราะลูกๆ จากไปอีก

ขอบคุณพระเจ้าแสนดีที่ทันทีที่รู้การวินิจฉัยโรคก็ให้ได้คุยกับพยาบาลถึงสามคนคือ นวล อ เพ็กกี้ อ เอียด เนยเลยแซวว่าพระเจ้าดี แล้วเนยหล่ะ แม่ก็ตอบว่าเนยก็แสนดีเหมือนกัน เพราะมา กทม เนยก็เทคแคร์ตลอด และช่วยเหลือทุกอย่าง ขอบคุณพระเจ้าที่ลูกๆ น่ารักและแสนดี

Myasthenia Gravis

ผู้ป่วยโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส จะมีอาการหนังตาตก ตาพร่ามัว พูดไม่ชัด เคี้ยวและกลืนลำบาก เพราะมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า

          แต่หากเป็นมากก็อาจทำให้กล้ามเนื้อทั้งตัว เช่น กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรงลงได้ รวมทั้งกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับระบบหายใจ ทำให้หายใจลำบาก ไอไม่ได้ หรือหากรุนแรงมาก ๆ สามารถทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้เลยทีเดียว แต่สำหรับกล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อเรียบต่าง ๆ ในร่างกายจะไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ โรคเอ็มจี

โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส หรือ โรคเอ็มจี

          โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส จัดเป็นโรคเรื้อรัง อาการต่าง ๆ มักเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ตลอดเวลา และอาการจะดีขึ้นเองหลังจากหยุดพักใช้งาน แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้อาการโรคนี้รุนแรงขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อ เป็นไข้ ร้อนหรือเย็นเกินไป เครียด ออกแรงมากเกินไป มีประจำเดือน ตั้งครรภ์ โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ และการทานยาบางชนิด

          ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส ส่วนใหญ่จะมีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้เวลาเป็นสัปดาห์จนถึงเดือน แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงฉับพลันได้ เช่น มีภาวะหัวใจล้มเหลว โดยมักมีอาการเปลี่ยนแปลงได้มากในช่วง 4 ปีแรก และมีอาการรุนแรงมากในช่วง 3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นอาการจะคงที่ และค่อย ๆ ดีขึ้น โดยใช้เวลาเป็นปี ๆ หากได้รับการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้อง

          นอกจากนี้ ในเด็กบางคนที่เป็นโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส ตั้งแต่เกิด จะมีอาการแขนขาอ่อนแรง และขยับได้น้อย ส่วนเด็กที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคนี้ จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงตั้งแต่แรกคลอด และเป็นอยู่ราว 2 สัปดาห์ ก่อนจะหายได้เอง

สาเหตุของโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส

          มีสาเหตุ 4 ประการที่ทำให้เกิดโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส ได้ คือ

          1. ร่างกายผู้ป่วยสร้างแอนติบอดี้ต่อโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับสารอะซิติลโคลีน โดยมักพบว่า ในตัวผู้ป่วยโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส จะมีโปรตีนตัวรับสารอะซิติลโคลีนน้อยกว่าคนปกติถึงหนึ่งในสาม เพราะร่างกายสร้างแอนติบอดี้มากำจัดโปรตีนชนิดนี้ไปเกือบหมด

          2. สารอะซิติลโคลีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ ไม่สามารถทำงานได้ แม้ร่างกายจะหลั่งสารนี้ออกมาอย่างปกติ เนื่องจากโปรตีนตัวรับถูกทำลายโดยแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้น

          3. กรรมพันธุ์ พบผู้ป่วยโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส บางรายมีญาติพี่น้องป่วยเป็นโรคเดียวกันนี้เช่นกัน แม้ส่วนใหญ่จะพบว่า โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส มักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ตาม

          4. ความผิดปกติของต่อมไธมัส ทำให้เกิดโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส ได้เช่นกัน โดยพบว่า เกิดจากเนื้องอกถึงร้อยละ 10 และเกิดจากต่อมไธมัสโตผิดปกติมากถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างแอนติบอดี้ต่อโปรตีนตัวรับสารอะซิติลโคลีนในปริมาณ สูง จึงส่งผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อตามมา ดังนั้น จึงมักพบผู้ป่วยที่อายุระหว่าง 30-60 ปี ราวร้อยละ 20 มีอาการเนื้องอกที่ต่อมไธมัสด้วย

การวินิจฉัย โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส

          แพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักถามประวัติอย่างละเอียด และตรวจร่างกายระบบต่าง ๆ รวมทั้งระบบประสาท และทดสอบด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าเป็นโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส หรือไม่

การรักษา โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส

          มักพบผู้ป่วยโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส มีอาการร่วมกับโรคลูปัส (โรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคเบาหวานประเภทที่หนึ่ง โดยในสมัยก่อนผู้ป่วยโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก แต่เมื่อค้นพบยารักษาโรคได้ จึงทำให้อัตราการตายของผู้ป่วยโรคนี้ลดลง

โดยโรคนี้สามารถรักษาได้ด้วย

          การให้ยาต้านฤทธิ์ของเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส ทำให้สารอะซิติลโคลีนไม่ถูกทำลาย และการที่มีสารนี้อยู่นานขึ้น ก็สามารถจับกับตัวรับได้มากขึ้น ช่วยให้ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

          การให้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ช่วยให้อาการดีขึ้นหรืออาการหายขาดได้มากถึงร้อยละ 75 ของผู้ป่วยทั้งหมด

          การให้ยากดภูมิคุ้มกัน

          การให้ยาอิมมูโนโกลบูลินชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

          การผ่าตัดต่อมไธมัส

         การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา

          การรักษาทางกายภาพบำบัดในการป้องกันปัญหาข้อติดและช่วยฝึกการหายใจ

          โดยสรุปแล้ว โรคมัยแอสทีเนีย กราวิส เป็นโรคที่เกิดการความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเราคงไม่สามารถป้องกันได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากใครเป็นโรคนี้แล้ว ก็สามารถรักษาให้หายได้ ถ้าได้รับคำแนะนำ และการรักษาจากแพทย์อย่างถูกวิธี

Source: http://health.kapook.com/view1703.html

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to M Gravis พระองค์ทรงเป็นศิลา ปกป้องรักษาข้าไว้

  1. lakatphuket says:

    http://siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/myasthenia.html

    ไมแอสทีเนีย แกรวิส (MG) เป็นโรคที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเล็กๆ บริเวณใบหน้า แต่ถ้าเป็นมากอาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั่วตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการหายใจ

    สาเหตุ เกิดจากการลดลงของตัวรับสื่อประสาท (Acetylcholine Receptor–AchR) ที่จะเชื่อมต่อระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ neuromuscular junction : N – M หรือ Motor end Plate เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันผิดปกติ (auto antibody) เกิดต่อ AchR

    ได้มีการพัฒนาความรู้ การทดลองในสัตว์ เพื่อช่วยวินิจฉัยค้นคว้า จนในปัจจุบัน MG นับเป็นโรคทางภูมิเพี้ยน (Autoimmune) ที่มีข้อมูลหลักฐานจากการศึกษาต่างๆ มากที่สุด ใช้เป็นต้นแบบสำหรับโรคภูมิเพี้ยนอื่นๆ

    อุบัติการณ์ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย และหายยาก อาจเกิดวิกฤติถึงชีวิตจากโรคแทรก

    การวินิจฉัย แพทย์จะอาศัยประวัติ และตรวจร่างกายเป็นสำคัญ การตรวจต่างๆ ที่ช่วยวินิจฉัย เช่น ให้สาร Acetylcholinesterase Inhibitor ได้แก่ Tensilon หรือ Prostigmine โดยฉีดแล้วสังเกตอาการเสียงเปลี่ยน, หนังตาตก หรือทำ Electrophysiological test กระตุ้นเส้นประสาทแล้ววัดผลตอบรับที่ลดน้อยตามลำดับ ตลอดจนการตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ต่อ AchR ด้วยวิธีเคลือบสารรังสี การตรวจหาความผิดปกติของต่อมไทมัส ฯลฯ

    กลไกการเกิดโรค พบว่าผู้ป่วย MG มีจำนวน AchR อยู่เพียง 1 ใน 3 ของคนปกติ AchR ที่น้อยนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง

    ความผิดปกติเป็นผลจากภูมิคุ้มกัน (Antibody) ไปจับกับ AchR ที่ N – M junction โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า MG เป็นโรคภูมิเพี้ยนที่มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อ AchR ปกติของร่างกายเอง เช่น พบภูมิคุ้มกันต่อ AchR ในเลือดของผู้ป่วย MG ถึง 80 – 90% เมื่อตรวจด้วยวิธีเคลือบสารรังสี

    ตรวจพบ IgG ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น จับอยู่กับ AchR โดยเมื่อนำ IgG นี้ไปฉีดในหนู ก็ทำให้หนูเกิดอาการ MG ได้

    การรักษาที่ทำให้ระดับของภูมิคุ้มกันต่อ AchR ลดลง ด้วยการให้ยากดภูมิคุ้มกันจะช่วยให้ผู้ป่วย MG มีอาการดีขึ้น พบว่าผู้ป่วย MG บางรายมีโรคภูมิเพี้ยนอื่นๆ เช่น SLE สะเก็ดเงิน รูมาตอยด์ ร่วมด้วย

    การที่จำนวน AchR ลดน้อยลงทำให้ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นใยกล้ามเนื้อให้หดตัวได้ตลอด เส้นใยกล้ามเนื้อจึงอ่อนแรง โดยเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นซ้ำๆ

    เชื่อว่า MG มีเหตุเกี่ยวข้องกับต่อมไทมัส โดยพบการขยายตัว (Hyperplasia) ของต่อม 85% อีก 15% เป็นภาวะเนื้องอก (Thymoma) นอกจากนี้ยังพบเซลล์คล้ายเซลล์กล้ามเนื้อที่เรียก myoid cells ซึ่งที่ผิวของเซลล์เหล่านี้จะมี AchR อยู่ อันสันนิษฐานได้ว่า myoid cell นี้เป็นตัวกระตุ้นให้ก่อภูมิเพี้ยนขึ้นมา

    บางทฤษฎีเชื่อว่าภาวะภูมิเพี้ยนใน MG เกิดจากการกระตุ้นโดยการติดเชื้อบางอย่าง หรือเกิดภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรคบางชนิด แล้วมีผลเป็นภูมิต้านต่อ AchR

    ภูมิคุ้มกันต่อ AchR ที่สร้างจากเม็ดเลือดขาวชนิด B – Cell lymphocyte เป็นสาเหตุของ MG แต่ก็พบว่า T – Lymphocyte (เซลล์นักสืบ) ก็มีส่วนร่วมด้วย กลไกที่ T – Cell มีส่วนก่อโรคคือ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม (Antigen – Ag) ซึ่งเป็นเพปไทด์ (peptide) ปรากฏอยู่ที่ผิวเซลล์ จะเกิดการกระตุ้น T – Cell ให้เข้าใจผิดว่าเป็นศัตรู จึงส่งสัญญาณให้ B – Cell เข้าจับทำลายสิ่งนั้น

    หลักการรักษาแผนปัจจุบัน เดิม MG จัดเป็นโรคที่รุนแรงมีอัตราตายสูง จากภาวะหายใจล้มเหลว แต่ผลการศึกษาค้นคว้า ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อัตราตายลดลง จากการใช้ยาที่ช่วยเพิ่ม AchR ที่ N – M junction โดยไปลดการทำงานของ Cholinesterase ซึ่งเป็นเอมไซม์ที่ทำลาย AchR

    การผ่าตัดต่อมไทมัสออกในผู้ป่วยอายุ 15 – 60 ปี เพื่อกำจัดแหล่งของสิ่งแปลกปลอม เช่น เซลล์กล้ามเนื้อแปลกปลอม และ B – Cell lymphocyte การให้ยากดภูมิคุ้มกัน

    การเปลี่ยนเลือดให้สร้างภูมิต้านทานต่อภูมิคุ้ม กันที่ผิดเพี้ยน ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค โดยพบว่ายาในกลุ่ม Anticholinesterase เป็นยาที่ดีมาก (เช่น Mestinon 60 มก.) แต่ต้องปรับยาให้ถูกต้อง มากไปอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว

    ผู้ป่วยโรคนี้มีข้อที่ต้องระวังในการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อ N – M junction อันทำให้โรค MG เลวลงได้แก่ D – Penicillamide, Chloroquine (ยาต้านมาเลเรีย), Procainamide, ยากันชัก เช่น diphenylhydantoin + trimethadone ตลอดจนยากลุ่ม Aminoglycoside เช่น Amikacin, Gentamicin, Kanamycin, Neomycin, Nitilmicin, Streptomycin, Tobramycin, Penicillin, Sulfonamide, Tetracyclin, Quinolone, Clindamycin ล้วนเกิด N – M Blocking ได้

    ยา Beta Blocker ในโรคหัวใจ Calcium antagonist, procainamide, bretylium, quinine, quinidine, steroid, succinylcholine, alpha–tubercurarine, phenothiazine, lithium, benzodiazepine (diazepam) ก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น

    ความรู้สู้ MG

    1. จากการที่ภูมิเพี้ยนมักเป็นผลกดดัน หรือถ้าเริ่มจากมลพิษ (Oxidative stress) การให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง เช่น OPC (สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, มังคุด, มะเม่า ฯลฯ) ตลอดจนกลูตาไธโอน วิตามินซี โคคิวเทน น่าจะช่วยได้โดยไม่พบพิษ หรือไปขัดขวางกระบวนการของยาที่ใช้อยู่ประจำ และยังช่วยเสริมร่างกายให้สามารถลดหรือหยุดการใช้ยาลงได้

    2. การฉีด Ig เข้าหลอดเลือดดำ เป็นการให้ Ag ไปลบล้างภูมิคุ้มกันส่วนเกินนั้นได้ผลดี แต่ราคาแพงมาก ส่วนการใช้สเตียรอยด์ก็ระงับได้ชั่วคราว ห้ามใช้ติดต่อกันนาน เนื่องจากมีพิษต่อกระดูก เกิดการติดเชื้อ การใช้สารทดแทนจากธรรมชาติ เช่น ไตรเตอพีนอยด์ กรดกาโนเดอริค จากเห็ดหลินจือสกัด ก็ให้ฤทธิ์ต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Ig ที่เพี้ยนไป โดยออกฤทธิ์คล้ายสเตียรอยด์ แต่ปลอดภัยจากพิษของสเตียรอยด์สังเคราะห์

    อีกทั้งเยอมาเนียมในหลินจือ เป็นตัวปรับศักย์ไฟฟ้า กำจัดโลหะหนักอันอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรค MG ได้

    3. โอเมก้า 3 EPA จากน้ำมันปลา ช่วยสร้างสารต้านภูมิคุ้มกันเกินเหตุ DHA ช่วยสร้างเซลล์สื่อประสาท

    โคลีน (Choline) หรือ เลซิทิน กับแมกนีเซียม ก็เป็นปัจจัยจำเป็นต่อการสร้าง AchR ตลอดจนหวังผลต่อการพัฒนาของ motor end plate

    ส่วนโคคิวเทน นอกจากต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นโคเอนไซม์จุดประกายการทำงานของกล้ามเนื้อที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกับแมกนีเซียม ก็เป็นโคแฟกเตอร์จำเป็นต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อ

    4. หากมีการใช้เซลล์กล้ามเนื้อซ่อม เสริมสร้างเซลล์กล้ามเนื้อ ชดเชยส่วนที่ขาดหายไปก็เป็นตัวช่วยที่สมควรคาดหวัง โดยไม่เป็นสิ่งแปลกปลอมอันอาจไปฝังตัวที่ต่อมไทมัส

    5. การสร้าง AchR ยังต้องอาศัยการทำงานของต่อมไพเนียลที่แข็งแรง

    การกดภูมิคุ้มกัน ก็อาศัยการหลั่งฮอร์โมนของต่อมหมวกไต และต่อมใต้สมอง ที่เข้มแข็ง

    6. เลี่ยงภาวะที่ทำให้ MG เลวลง ได้แก่ ความเครียด อดนอน มีไข้ ติดเชื้อโรค

    การใช้ชีวโมเลกุลเซลล์ซ่อมเซลล์ในเบื้องต้น ช่วยให้เซลล์ของอวัยวะต่างๆ กลับคืนสู่สภาพปกติที่สมบูรณ์ แข็งแรง ในเบื้องต้น แล้วดำรงสุขสภาวะของร่างกายด้วยสารอาหารที่ให้คุณประโยชน์ ปกป้องมลพิษ โดยไม่มีอันตราย หรือกระทบการใช้ยารักษาโรค นับเป็นการสร้างพื้นฐานสุขภาพที่สมควรเลือกปฏิบัติหากมีทุนทรัพย์เพียงพอ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เมื่อหายแล้วก็สามารถเลิกใช้ชีวโมเลกุล และยาแผนปัจจุบันได้ คงไว้ซึ่งสารอาหาร ซึ่งหากเลือกหาได้จากปลา ผักผลไม้ธรรมชาติที่ปลอดสารพิษ ก็เป็นการเพิ่มสารพืช และใยอาหาร …แต่หากไม่สะดวก สารสกัดเสริมอาหาร ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ประหยัด และปลอดภัยกว่ายาทั้งหลาย

    สรุป การดูแลตนเอง ตามหลักสุขภาพพื้นฐาน

    1. สารเสริมที่รวม โอพีซี โคคิวเทน กลูตาไธโอน วิตามินซี ขนาด 1×2

    2. น้ำมันปลา โคลีนบี และหลินจือสกัด อย่างละ 1×2 หรือ 1×3

    3. ใช้เซลล์กล้ามเนื้อ (M1) + ไพเนียล + ต่อมใต้สมอง และหมวกไต อย่างละ 1x2x10

    และอวัยวะรวม 1x1x10

    4. จิบดื่มน้ำแมกนีเซียม

    5. เลี่ยงภาวะเครียด อดนอน ไข้ ติดเชื้อ ควันไฟ บุหรี่ สุรา ยาฆ่าแมลง ยาที่มีผลต่อระบบประสาท

    ควรรีบพบแพทย์เมื่ออาการกำเริบ
    http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=1571f3297228cc08

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s