การบำบัดภายใน ตอนสอง Inner Healing # 2/ June 11, 2013

Image

 

หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการบำบัดภายในจากเวปเพจของใจสมานทำให้เราได้เข้าใจชีวิตของหลายๆ คนรายรอบตัวดีขึ้น มันทำให้เราเริ่มเข้าใจเขามากขึ้น แม้ในเนื้อหนังความเป็นมนุษย์ เรายังไม่สามารถทำใจให้รักเขา คนที่ทำร้ายเราแสนสาหัส แต่จากการที่เราเริ่มเข้าใจบาดแผลของแต่ละคน ที่ส่งผลทำให้เขาไม่มีกำลังพอที่สามารถควบคุมนิสัยแย่ๆ แต่มันช่วยทำให้เราเริ่มเข้าใจในความจำกัดของเขาได้ และได้รู้ว่าสำหรับบางคน การพัฒนาแม้เพียงในเรื่องเล็กๆ ก็ยังยากลำบากสำหรับเขา โดยเฉพาะคนที่มี Perspective ในกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ทุกอย่างต้องล้อมในกรอบความคิดของเขา อย่างไม่มีทางมีมุมมองอย่างอื่นไปได้

 

สิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษาเรื่องนี้คือ

 

1. การบำบัดภายในต้องทำด้วยความรัก อยากช่วยให้เขาหลุดพ้นจากสิ่งที่ผูกมัด พันธการ บาดแผลของเขา ไม่ตัดสิน พิพากษาเขา หากเกินกำลังต้องรีเฟอร์ให้คนที่สามารถส่งต่อให้รักษาได้ โดยต้องบอกให้คนที่ถูกส่งต่อทราบว่าข้อมูลบางอย่าง ต้องขออนุญาตเปิดเผยกับคนที่ refer ไปเหมือนหมอเล็ก ก็ต้องส่งต่อให้หมอใหญ่ หรือ refer to the medical specialist ต่อไปเป็นทอดๆ

 

2. คนที่บำบัดต้องให้ความร่วมมือ ไม่ฝืนใจ ไม่โกหก หากโกหก หมกเม็ด เพราะถ้าเริ่มด้วยการโกหก ก็ไม่มีคนทำการบำบัดคนไหนช่วยได้ narcissist เอง ตามการวิจัยก็เป็นนักโกหกเหมือนกัน มีระบุไว้ว่าจิตแพทย์ ด้วยเหตุนี้การบำบัดคนกลุ่มนี้จึงทำยากอยู่เหมือนกัน เพราะไม่พูดความจริง แถมคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าจิตแพทย์ซะอีก

คนที่มารับการบำบัดต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในคนที่ช่วยทำการบำบัดเขาด้วย ถ้าไม่มั่นใจในตัวคนนั้นๆ ก็ควรขอเปลี่ยนคนทำบำบัด

ผู้ให้คำปรึกษา หรือคนที่เป็นผู้ให้การบำบัดต้องพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการเปิดเผย สำแดง ให้คำแนะนำคนๆ นั้น แต่อย่าลืมว่าคนที่ให้การบำบัดไม่ใช่ผู้วิเศษ หรือคนที่ดีกว่า เหนือกว่าคนที่มารับการบำบัด เขาคือคนธรรมดาๆ ที่ให้พระเจ้าใช้ เขาคือคริสเตียนที่เติบโตแล้ว ผ่านการฝึกฝน และบำบัดมาจนหายดีแล้ว หรือเหลือบาดแผลอยู่น้อยมาก (ไม่มีใครสมบูรณ์แท้ร้อยเปอร์เซนต์ ถ้ารอคนที่สมบูรณ์ก็ต้องรอพระเยซูเพียงผู้เดียว) ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีใจรักที่จะช่วยเหลือ บำบัด และมีของประทานในการอยากรับใช้คนอื่นให้หายจากบาดแผล ผู้ให้คำปรึกษาต้องทำด้วยความจริงใจ ไม่มีอคติ หรือไม่ชอบหน้าคนที่มารับการบำบัด หากผู้ให้คำปรึกษารู้สึกว่าใจยังรับคนๆ นี้ไม่ได้ก็ควรขอให้คนอื่นทำการบำบัดแทน

สำหรับคนที่ยังมีบาดแผลอยู่มาก หรือเก็บความลับไม่ได้ จะไม่สามารถทำการบำบัดคนอื่นได้เลย เพราะคนที่มารับการบำบัดกลับไป อาจจะได้รับแผลเพิ่มมากว่าเดิมเสียอีก

 Image

 

3. Inner vow การที่เราสัญญากับตัวเอง เช่น คนที่พอเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ก็ปฏิญาณว่าหากแต่งงานไปแล้วเป็นแบบนี้ก็ขอเลิกกันดีกว่า พอแต่งไปก็มีแต่อยากเลิก อยากหย่า ไม่อยากอดทนเพราะเคยลั่นวาจาไว้แล้ว เป็นต้น

หรือมีคนที่ท้องกี่ครั้งก็แท้งลูกตลอด เพราะตอนเด้กๆ เคยพูดไว้ว่าจะไม่ยอมมีลูกเด็ดขาด หรือมีคนที่เคยถูกข่มขืน เลยเกลียดที่ตนเองมีหน้าอก ไม่ชอบหน้าอกของตนเอง ตอนหลัง ความเกลียดชังเต้านมต้นเหตุของการถูกข่มขืนทำให้เธอเป็นมะเร็งเต้านม ภายหลังการบำบัด ได้ถอนคำพูดตอนถูกข่มขืน เธอก็ได้รับการรักษาให้หายจากมะเร็งเป็นต้น

 

4. การทำบำบัด มักจะต้องทำร่วมกับการขับผี เพราะในสังคมไทย พ่อแม่ ญาติมักทำพิธียกลูกให้กับภูติ ผี วิญญาณ ที่น่าสังเกตุคือผีมันชอบขยะ ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องจัดการก่อนขับผี คือจัดการรักษาบาดแผลในใจเราก่อน บาดแผลอาจมาจากความเคียดแค้น ขมขื่น การไม่ให้อภัย ความอกตัญญูกับพ่อแม่ การติดการพนัน ยาเสพติด มีผีตนหนึ่งที่แฉคนที่มาทำบำบัดว่าที่มันไม่ยอมไป เพราะคนนี้ยังติดเหล้าอยู่ เอากะมันสิ เพราะนิสัยของผีก็เหมือน หนู แมลงสาบ ตราบใดที่ยังมีขยะ มันก็ไม่ยอมไป ถ้าอยากให้พระเจ้ารักษาเราจริงๆ เราก็ต้องยอมสละบาปที่ฝังแน่นอยู่ให้สิ้นซาก ไม่ให้มันกลับมาทำรังอีก เพราะผีที่ไล่ไปแล้ว มันจะกลับมาอีกภายในไม่กี่วัน ดังนั้นการทำบำบัด ต้องทำอย่างต่อเนื่อง จนกว่าคนๆ นั้นจะหายดี เพราะผีมันจะไปๆ มาๆ ยังไม่หายขาดทันทีหลังจากบำบัดเพียงครั้งเดียว มันมักจะกลับมา จนกว่าบ้านคนนี้จะได้รับการชำระให้สะอาดดีแล้ว ไม่มีขยะชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยให้มันเก็บกินอีก จิตใจเราต้องได้รับการชำระ เช็ด ถู กวาดล้างให้หมด ซึ่งก็ต้องใช้เวลา (โดยเฉพาะคนที่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภูติผี วิญญาณ ติดการพนัน ดูดวง ต่างๆ) นั่นแหละ ในที่สุด มันจึงไม่สามารถกลับมาได้อีก เพราะไม่มีขยะเหลือให้มันแทะเล็มอีก

 Image

 

5. คำสาบแช่ง บางคนก็จะมีชีวิตที่ตกต่ำ ซ้ำๆ ซากๆ แบบเดิมๆ เพราะคำสาบแช่งที่ตกทอดมาบรรพบุรุษ เช่น คนในครอบครัวมีแต่ประสบอุบัติเหตุ หรือ บางครอบครัวทำมาค้าไม่ขึ้น ขาดทุนตลอด หรือสตรีบางคน ตอนแต่งงาน สามีก็ปกติดี ไม่กินเหล้าเมายา แต่อยู่ๆ ไปสามีคนนั้นก็ติดเหล้า แม้เธอแต่งเลิกสามีคนเก่า ไปแต่งงานใหม่กี่ครั้งๆ กับผู้ชายใหม่ ชายคนนั้นก็กลายเป็นขี้เมาไปหมด เหมือนต้องคำสาป เป็นต้น หรือภรรยาที่แต่ง หย่ากี่ที ก็มักวนเวียนมาเจอแต่คนที่ทำร้ายจิตใจ ทุบตีลูกเมีย บางครั้งอาจจะเจอเจ้าชายอสูรผ่าน ทั้งทางพ่อสามี และทั้งทางพ่อภรรยา สองเด้งเลยก็ได้ เช่น ชายเชื้อจีนคนหนึ่ง ที่มีพ่อที่ใช้อำนาจบาดรใหญ่ภายในบ้าน ข่มเหงภรรยาเยี่ยงทาศ ไม่ให้เกียรติภรรยาต่อหน้าลูกๆ วันๆ ก็มีแต่ด่าทอ ข่มขู่ ชอบทะเลาะไปทั่ว ไม่เว้นกับ ภรรยา ลูกๆ ตัวเอง เพื่อนบ้าน ไม่ถูกกับใคร แม้แต่เขย สะใภ้ ก็ไล่ออกจากบ้านจนหมด

ฉากสุดท้าย ครั้งแรกที่ได้เห็นความอ่อนโยนในหัวใจชายชรา และทำให้รู้ว่าชายคนนี้ รัก อาลัยภรรยาผู้น่าสงสารของเขา คือภาพที่เขาไปยืมเศร้าซึม ลูบๆ คลำๆ ที่โลงศพของภรรยา ซึ่งคงสายเกินไปที่จะมาหลั่งน้ำตาตอนคนที่ตายไปแล้ว เพราะตอนหญิงที่แสนดีคนนี้มีชีวิตอยู่ เธอต้องระทมตรมตรอมกับผู้ชายที่ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ และเอาแต่ใจตนเองคนนี้ตลอดชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเธอตอนมีชีวิตนั้น มีแต่คำพูดและการกระทำที่รุนแรง ไร้ความเมตตา ปรานีมาตลอดเวลา

ส่วนปู่ของฝ่ายหญิงก็ไม่เบาเช่นกัน เขาเป็นชายขี้เมา ตบตีลูกเมีย จนต้องแยกทางกันอยู่ เพราะลูกเมียโดนทารุณกรรมไม่ไหว จะเห็นได้ชัดเจนว่าเจ้าชายอสูรเหล่านี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของมารซาตานอย่างมาก เพราะพระเจ้าพูดชัดเจนว่าให้สามีรัก และทนุถนอมภรรยา ดุจดังร่างกายตัวเอง ไม่ใช่ ใช้กำลังที่เหนือกว่าบังคับ ข่มขู่ ทำร้ายจิตใจนาง พระคำบอกว่าคำวิงวอนใดๆ ของคนที่จิตใจดุร้ายเช่นนี้จะไปถึงพระเจ้าได้เลย เพราะพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของคนอรรม ที่ทำร้ายได้แม้กับเมียที่ทำดีกับเขา ดูแลเขาตลอดมา พระคำพูดไว้ชัดเจนว่า “คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ”

Image

 

 

6. วัฒนธรรมไทยชอบทำให้ลูกๆ มีปมด้อย โดยการเรียกชื่อลูกตลก เชิงล้อเลียน เช่น ไอ้ดำ ไอ้เตี้ย ไม่ชอบชมลูก กลัวเหลิง เด็กๆ เลยกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตนเอง อย่างเด็กน่ารัก ก็ให้บอกว่า โอ้ย เด็กคนนี้ช่างน่าเกลียด น่าชังอะไรอย่างนี้ เป็นต้น

เวลาไปที่แคนาดาแล้วให้รู้สึกแปลกใจที่เห็นฝรั่งชอบชื่นชมลูกตัวเอง (ออกหน้าออกตา) ชมแล้ว ชมอีก กับลูกตัวเองก็ขอบคุณอยู่นั่นแหละ ทั้ง affirmation and appreciation กันสุดๆ ช่างต่างจากวัตนธรรมที่ชอบดุด่า ว่าลูกของทางบ้านเรายิ่งนัก อันนี้น่าจะเอามาปรับเปลี่ยนมากเลย เพราะลูกๆ หลานๆ เราเป็นพระฉายาของพระเจ้า และเป็นของขวัญที่ดีเลิศจากฝีพระหัตถ์ที่เราควรยกย่องชื่นชม และสร้างให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นคุณค่าของตนเอง และมีเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิด กล้าพูด กล้าถาม ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของคนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น

สังคมไทยสอนให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ เชื่อฟังครู ห้ามเถียง จนบางทีถ้าพ่อแม่พูดไม่เหมือนครู เด็กก็เลือกที่จะเชื่อฟังครูมากกว่าพ่อแม่เสียอีก จากการสอนที่ถ่ายทอดสืบมาแต่โบราณเช่นนี้ เด็กไทยเลยคิดเองไม่ค่อยเป็น เพราะถูกสอนให้ท่องจำ แบบนกแก้ว นกขุนทอง แตกต่างจากเด็กชาวยิวเขาจะฝึกให้เถียงกับอาจารย์ หรือรับบี (Rabbi) จนหน้าดำหน้าแดง ให้เกิดปัญญาจนกว่าจะพบคำตอบ แต่พอออกจากห้องเรียนก็ยังคุยกันเหมือนเดิม ซึ่งหาก 

 

เนื่องจากกำลังฟังซีรีชุดนี้อย่างต่อเนื่อง (เวลาที่ขยัน ซึ่งจะเป็นอยู่พักๆ )

ช่วงที่ไปนั่งรอหมอที่ รพ จุฬา

จึงคิดว่าจะหาเวลามาบันทึกตอนต่อไป โปรดรอติดตามอ่านนะคะ/ 11 June 2013

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s