อย่าเทียมแอก น้ำตาหยดสุดท้าย The last chapter of mitmatched marriage

ตอนนี้ชีวิตคู่ของเราทั้งสองดำเนินมาถึงตอนจบแล้ว
แม้มันกำลังจบอย่างแสนเศร้าเพียงใด
ฉันก็จะบันทึกเอาไว้เป็นบทเรียนสอนใจคนที่กำลังมองหาคู่อยู่
แม้บันทึกนี้อาจเค้นน้ำตาที่กำลังแห้งเหือดออกมาอีก
ฉันก็ยอม หากจะช่วยชีวิตคนอื่นที่จะไม่ติดกับดักเหมือนฉันได้บ้าง

ชีวิตเด็กบ้านนอก ที่เข้ากรุงมาเรียนมหาวิทยาลัยนั้น ทุกอย่างดูแปลกใหม่มาก
เห็นเพื่อนนักศึกษาสาวท้องโต เช่าห้องอยู่กับแฟนหนุ่ม
ในใจก็คิดว่าเราต้องไม่เป็นเหมือนเขา เราต้องไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจ

แต่ในที่สุด เมื่อมีหนุ่มมาติดพัน ความรักทำให้ตาบอด ไม่ทันได้กลั่นกรอง
คิดเหมาเอาว่าน่าจะใช่ คบกันได้สองสามปี
เราก็ตกลงใจแต่งงานกันในโบสถ์แคทอลิคแห่งหนึ่ง
เพียงหนึ่งปีก็มีลูกคนแรก และคนที่สองก็ตามมาภายในห้าปีถัดมา

ช่วงนั้นไม่รู้หรอกว่าความสุขในชีวิตครอบครัวคืออะไร
เพราะเราต่างเร่งหาเงิน เลี้ยงลูก ยุ่งหัวฟู
จนมีเพื่อนและพี่สาวพาไปโบสถ์ ได้ยินคำๆ นึง มันแตะใจมาก
“บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก
จงมาหาพระเยซู …..”

อยากหายเหนื่อย อยากมีสุขมาก กับสามีก็จะทะเลาะ ขัดแย้งกันตลอดเวลา
กลางวันไปทำงาน กลางคืนเขาก็ออกไปเที่ยวเตร่
บางทีเล่นการพนันกับเพื่อนยันสว่าง ทิ้งฉันเฝ้าลูกอยู่ที่บ้าน
ยังดีที่เขารักลูกมาก ประหยัด และไม่มีปัญหาเรื่องผู้หญิง
ก็พยายามประคับประคองกันไปบ้าง แยกกันอยู่บ้าง
เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายตลอด

พอฉันเริ่มไปคริสตจักรและสอนพระคัมภีร์ให้ลูก
เรายิ่งขัดแย้งกันมากขึ้นจนเห็นได้ชัด
ชีวิตเขาไหว้ทุกพระ ยกเว้นพระเจ้า เคยเป็นร่างทรงด้วย

ป่วยการที่จะคุยเรื่องเหตุผล คุณธรรม หรือจริยธรรมกับเขา
ถ้าไม่อยากมีเรื่อง ฉันต้องเรียนรู้ที่จะสงบปาก สงบคำ
ไม่ต้องเสนอความคิดเห็นใดๆ
เพราะในที่สุดแล้ว เขาก็จะเถียงหน้าดำ หน้าแดง จนชนะ มันถึงจบ

เพื่อให้ครอบครัวมันดำเนินต่อไปได้ ฉันต้องเป็นฝ่ายเสียสละ ต้องยอม
เขาก็จะพาลูกไปวัด ถือศีล กินเจ กราบไหว้รูปเคารพ ฉันก็ไม่มีสิทธิค้าน
เพราะถึงพูดไป เขาก็ทำทุกอย่างที่เขาอยากทำอยู่ดี
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขอร้อง เขาไม่เคยได้ยินเสียงใดๆ จากฉัน

การไปคริสตจักรคนเดียวเป็นเรื่องปกติ จนคนที่โบสถ์คิดว่าฉันเป็นโสด
ก็โสดจริงๆ นะ เป็นโสดแบบแม่ม่ายฝ่ายวิญญาณไงหล่ะ
จิตใจฉันมันชินชา และไม่คิดจะเรียกร้องเอาอะไรจากเขาอีกแล้ว
รอแต่ว่ามันจะจบลงอย่างไร

มาถึงตอนนี้ เราแยกกันอยู่ได้หลายปีแล้ว
และรอให้เขายอมเซ็นใบหย่าให้อย่างเดียว
ลูกๆ ก็โต เรียนจบ ทำงาน มีชีวิตในแบบของเขาเอง

มันไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่กับความฝันลมๆ แล้งๆ ว่า
สักวันเขาจะมาเป็นผู้นำพาครอบครัวไปโบสถ์
เพราะตลอดมาเขาปฏิเสธและยืนยันว่า ไม่ต้องการพระเจ้า

ชายใดที่ไม่รักและยำเกรงพระเจ้า
เขาย่อมทำได้ทุกสิ่งที่เป็นความเพลิดเพลินของโลก
ตามแต่เนื้อหนังเขาจะพาไป ตอนนี้เขายังไม่ยอมหย่าให้
แต่ฉันหมดใจให้เขานานแล้ว ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเคยรักเขาไหม

ฉันไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าความสุขของการมีครอบครัวของเราคืออะไร
มีแต่ทำหน้าที่ช่วยกันเลี้ยงลูก ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน
ดิ้นรนเองเพื่อความอยู่รอด ทั้งทางกาย ใจ จิตวิญญาณ

ไม่รู้เลยว่ารดชาติของการให้กำลังใจ ความรัก
การทนุถนอม การให้เกียรติกันคืออะไร มันเหนื่อย
มันเหมือนว่ายน้ำในทะเลกว้างอยู่คนเดียวหลายสิบปี ยังไม่เห็นฝั่ง

ตอนนี้ให้กับครอบครัวหมดแล้วทุกอย่าง เหลือแต่ร่างกายที่อ่อนล้า
และการต่อสู้กับ MG อย่างหนัก
วันนั้น เมื่อรอดตายจากห้อง ICU ก็บอกตัวเองว่า
เราไม่ต้องทนอีกแล้ว สิ่งไหนที่มันสุดจะทน
เราก็ต้องกล้าบอก กล้าเผชิญกับมัน
แม้ว่าต่อแต่นี้ไป เส้นทางนั้นต้องเดินตามลำพังก็ไม่เป็นไร
เพราะถึงอย่างไร หม้ายฝ่ายวิญญาณ
กับหม้ายฝ่ายร่างกายมันก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก
ต้องกล้าที่จะละทุกสิ่ง และเดินออกมาจากกับดักตรงนั้น

ในที่สุดเมื่อไม่มีใคร เรายังมีพระเจ้าไงหล่ะ
พระเยซูสัญญาว่าจะเดินเคียงข้างเรา
จะไม่ทอดทิ้งให้เราเป็นลูกกำพร้าไงหล่ะ

แม้ไม่เหลืออะไร ถ้ายังเหลือพระเจ้า เราก็มีครบทุกสิ่ง
ยิ่งกว่าครบบริบูรณ์เสียอีก ทรงสัญญาว่าจะเป็นเจ้าบ่าว
เป็นสหายเลิศ เป็นผู้ไถ่กู้ เป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง

พระเจ้าสัญญาที่จะให้นอนลงในทุ่งหญ้าเขียวสด
เราไม่ต้องกลัวภัยอันตรายใดๆ
ขอบคุณพระเจ้า ที่วันนี้ลูกมีพระองค์…ตลอดไป

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s